 (N)

"จินดามณีโอสถอันพิลาส" ประกอบดอกคลาด ดอกจันทร์เกสรบุษบัน เปราะหอม กำยานโกฐสอ โกฐเขมา ทองน้ำประสาน เปลือกกุมชลธาร กรุงเขมาเท่ากัน ผสมแล้วตำบดพิมเสน ชะมด น้ำผึ้งรวงรัน กฤษณา น้ำมะนาว น้ำมะเขือขื่นคั้นผสมยาเข้าด้วยกัน บดปั้นตากกินเป็นยาวาสนาเลิศล้ำตำราในโลกแผ่นดิน อุปเท่ห์กล่าวไว้ ผู้ใดได้กินจะสวัสดิโสภิณกว่าคนทั้งหลาย พัสดุเงินทองจักพูนกูลนองกว่าโลกหญิงชาย นำมาบูชาอหิวาต์ก็มิวาย ระงับอันตรายทั้งสี่กิริยาโทษหนักเท่าหนัก มาตรแม้นประจักษ์ถึงกาลมรณา ถ้าแม้นใครกินซึ่งยาวาสนากลับน้อยถอยคลาเคลื่อนคลายหายเอย
นอกจากนี้ยังได้แยกเครื่องยาไว้อย่างละเอียดว่า สมุนไพชนิดใดจะเอาส่วนไหนประกอบกับอะไร บดเป็นผงละเอียด เคล้ากับตัวประสานสมุนไพรนั้นมีมากมายหลายชนิด แยกออกเป็นสัดส่วนว่า ส่วนไหนใช้เท่าใด และให้ลงหรือเสกด้วยคาถาอย่างไรบ้าง เมื่อปลุกเสกเครื่องยาแต่ละส่วนตามคาถาที่กำกับแล้วก็ เอาเครื่องยามาผสมกับมีคาถาฤาษีประสมยา ประกอบไว้อีกโสดหนึ่ง ในเรื่องสัดส่วนของสมุนไพรตลอดจนสมุนไพรนอกจากที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นนั้น และพระคาถากำกับการเสกสมุนไพรมากมายหลายบท จากนั้นท่านได้แจกแจงรายละเอียดเอาไว้ในส่วนการลงลูกหินและแม่หิน ซึ่งจะใช้บดยาว่า "แม่หินต้องลงอักขระเลขยันต์อีกแบบหนึ่งและมีคาถาประกอบขณะบดยา" การจัดพิธีท่านให้เลือกเอาวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือน ๑๒ ซึ่งหากปีใดได้ราชาฤกษ์หรือเพชรฤกษ์ จัดว่าดีเยี่ยมให้จัดเครื่องสังเวยเทวดาบัตรพลีต่างๆ รวมทั้งราชวัตร ฉัตรธงภายในพระอุโบสถ และมีสายสิญจน์ รอบพระอุโบสถแต่ละทิศให้ลงยันต์ประจำทิศด้วยผ้าแดง ด้านหน้าพระอุโบสถแต่ละทิศ ให้ลงยันต์ตรีนิสิงเห และยันต์จินดามณีประกอบไว้เป็นพิเศษด้วย เมื่อได้ฤกษ์ให้ชุมนุมเทวดา แล้วให้พระภิกษุและฆราวาส ที่ร่วมพิธีพร้อมกัน โดยเฉพาะฆราวาสนั้น หากเป็นหญิงให้ใช้สาวพรหมจารีย์ ซึ่งรักษาศีลอุโบสถ (ศีล ๘) มาแล้ว ๓ วัน ส่วนชายก็ให้รักษาศีลอุโปสถเช่นกัน
ผู้ร่วมพิธีปั้นเม็ดยา หรือกดพิมพ์พระจะต้องภาวนาพระคาถาไปด้วย ไม่ว่าเม็ดยา หรือพระพิมพ์ที่ปั้น และกดเสร็จแล้วจะต้องนำไปปลุกเสกด้วยมนต์ขลังอีกอย่างน้อย ๗ เสาร์ ๗ อังคาร การสร้างยาจินดามณีนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ยาวาสนา" ซึ่งมิใช่มีเฉพาะตำหรับของวัดกลางบางแก้วเท่านั้น วัดอื่นก็มีสร้างกัน เช่น วัดปากครองบางครก อ.บ้านแหลม จ. เพชรบุรี ก็มีการสร้างในสมัยของหลวงพ่อโศก (พระครูอโศกธรรมสาร) เกจิอาจารย์ผู้พระเดื่องนาม ในการสร้างปลัดขิก พระขรรค์และผ้ายันต์ราชสีห์เส้นคู่ ตำหรับการสร้างผงยาจินดามณีของวัดปากคลองบางครกนี้ ก็มีกรรมวิธีการสร้างและอุปเท่ห์การใช้อย่างเดียวกันกับของวัดกลางบางแก้ว ผู้เขียนเข้าใจว่าคงเป็นตำราที่สืบทอดแตกแยกกันออกไป เมื่อได้พูดถึงสูตรผงยาจินดาตรีของทั้ง ๒ สำนักแล้ว ก็อยากจะนำอุปเท่ห์การใช้มาเขียนลงไว้อย่างชัดเจน โดยขอกล่าวถึงอุปเท่ห์การใช้ยาจินดามณีตำหรับวัดกลางบางแก้วก่อน ใครได้รับประทานยาจินดามณีแล้วจะบันดาลให้เกิดศิริสวัสดีและลาภผล หากบูชาเอาไว้จะป้องกัน
และรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ แม้แต่อหิวาตกโรคผู้ใดมีไว้จะปราศจากอันตรายใดๆ ในทุกอิริยาบถผู้ใดต้องโทษทัณฑ์ก็จะบรรเทาเบาบางลงได้ ผู้ใดป่วยหนักแม้แทบจะสิ้นชีวิต หากได้รับประทานอาจินดามณีแล้ว ก็จักรอดตายฟื้นหายจากโรคนั้นสำหรับวิธีการใช้ยาขอยกเอามาเพียงบางส่วนดังนี้
ถ้าใช้รักษาอหิวาตกโรคให้เอายอดทับทิมต้มผสมกับกานพลูและน้ำปูนใส แล้วฝนเม็ดยาใส่ลงไปดื่มรับประทานหายจากโรคแล
แก้โรคเสมหะตีขึ้น(คนป่วยถ้าเสมหะตีขึ้นแล้ว มักจะไม่รอด) ให้ใช้ดีหมีผสมน้ำร้อน แล้วใส่ยาจินดามณีผสมลงไปรับประทาน
ถ้าเกิดคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ให้เอายาใส่น้ำเสกด้วย "เอกัง จินดามณีมันตัง" เป็นเมตตามหานิยม แล้วเอาน้ำประพรมศรีษะ เอาเม็ดยาอมไว้ตลอดเวลา จะชนะความทั้งสิ้นแล
หากจะให้ปัญญาดี ให้เสกด้วยพระคาถาต่อไปนี้ ๓ คาบ
"ตะโตโส ปัณฑิโต ปิหิโส อัตถะ ทัสสีมะโหสะ โถ" แล้วอมยาจะท่องมนต์คาถาสารพัดวิชา จำได้สิ้น ที่หลงลืมก็จะระลึกได้อุปเท่ห์การใช้ผงยาจินดามณี ของวัดกลางบางแก้วนี้ยังมีอีกมาก เอาไว้กล่าวถึงในบทเฉพาะเกี่ยวกับพระคาถาอาคมของหลวงปู่บุญ
สิทธิการิยะ จะกล่าวถึงสรรพคุณวิเศษของยาจินดามณี ตำหรับวัดปากคลองบางครก (อันที่จริงก็ตำรับเดียวกันนั่นแหละครับ เพียงแต่แตกแยกออกไปเท่านั้น)
แก้โรคในจักษุ ๖ แก้ในจมูก ๓ ประการในลิ้น ๖ ประการ ในฟันในท้อง ๔ ประการ แก้ไขบั้นปลายก็ได้ แก้ลมมหาสดมภ์ แก้ลมราชยักษ์กุมภัณฑ์ยักษ์ แก้อ่อนเปลี้ยเพลียใจ คลื่นไส้เอาเจียรเป็นยาครรภ์รักษา แก้หัวพิษ หัวกาฬ ละลอกน้ำ ละลอกไฟ
ผิวเป็นอัมพฤก อัมพาต ตายไปทั้งตัวก็ดีฝ่ายซ้ายขวาก็ดี ตีนมือ คาง ขากรรไกร ก็ดีหาสมประดีไม่ได้ไซร้ ให้เอาหญ้าฝรั่ง พิมเสนทองคำ บดด้วยยาละลายกรอกลงไปได้สติลืมตามีน้ำตาไหล น้ำลายยืดแล้วหายแล ถ้าคนไข้บีบมือเหมือนจะออกคำ แต่ออกมิได้ให้เอาดีหมีก็ได้ถ้าไม่มีดีงูก็ได้ ต้มน้ำให้ละลายประมาณครึ่งถ้วยพริก ใส่เหล้าครึ่งให้กินเถิดถึงเสลดหางวัวตีขึ้นก็จับกลับหาย หายมากแล้ว
ถ้าผู้บ่าวสาว ชักดิ้นงักงอ หมดสติตีนมือเกร็ง มีมายาต่างๆ เหมือนผีสิงก็ดีกัดฟันหน้าเบี้ยว ให้เอาพิมเสนมาบดด้วยยาใส่ฝิ่นรำหัส ให้ต้มน้ำขิงทุบ เอาน้ำอุ่นเยี่ยวหนูให้กิน ถ้ามิฟังให้เอาหัวหอม ๓-๔ หัวตำ คั้นน้ำบดยาให้กิน
แก้กำหนัดกามราคะขึ้น เป็นลมเบื้อนสูงสงบและเลือดระดูทำพิษให้เอาเสนียด คำฝอยต้ม
แก้สวิงสวาย หน้ามืดตาลาย กระวนกระวายเป็นทุกข์ระส่ำทรวง หัวใจเต้นดังตีปลาเหงื่อกาฬแตก บดยาใส่น้ำดอกไม้สด น้ำมะลิ บังหลวง กระดังงาก็ได้ ทั้งกินทั้งดมหายใจแลแก้ร้อนใน น้ำดอกไม้เทศ
แก้ทราง ละลายน้ำพ่น ชะโลมตัวหายแล
แก้เลือดตก น้ำมะขามเปียกครึ่งชามแกงแซกเหลือตัวผู้ แก้ลมบ้าหมู น้ำมะนาว แก้ไอมะนาวแทรกเกลือ
ตกลงป่วง ลงราก โรคห่า ละลายน้ำยา ด้วยน้ำฝนกินให้อิ่มหายพลัน ถ้ามิฟังเอาเปลือกมะม่วง ๓ เปลือก ต้มใส่ปูนน้อยหนึ่ง ต้ม ๓ เอา ๑ ละลายกินเถิดหาย
แก้บิดมูกเลือด ขมิ้นข้น ๓ แว่น ทายาฝิ่นหรือขี้ยากรอบงโรยลงปิ้งไฟเกรียม บดด้วยน้ำปูนใสใส่ยา ๑ เม็ดกิน ๓ ที หายดีนัก แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อใช้น้ำขิงต้ม
แก้โรค อุปทม ทุเลาวสา มุตกิต มุตฆาต ยักน้ำกระสายธาตุ ๔ ต้ม ให้ถ่ายใช้เกลือหนัก ๑ ชั่ง
ธาตุหนักก็เพิ่มขึ้น ใบมะขามต้มเป็นกระสาย
องคชาติปวดแสบในลำปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะเป็นกำลัง บานไม่รู้โรยขาว ทั้งห้าต้นแทรกสารส้ม รำหัสละลายยากินเถิดหาย
มักหนักถ่วงท้องน้อย บางครั้งมีแน่นให้เอาใบมะดัน ๙ ใบลงด้วยนวหรคุณต้มแทรกสารส้มกินหาย เมื่อทุเลาแล้วแต่งยาชื่อกษัยองคสุตรกินเสียหายแล
แก้หัวพิษ หัวกาฬ หัวละลอก ใช้น้ำครำฝนยาทาใช้น้ำขี้เถ้าดินเผาไฟก็ได้ใบมหากาฬตำก็ได้
แก้บาดทะยัก เอาผักปราบตำใส่ปูน น้ำมะนาวบีบลงในยานี้ทาหาย ถ้าชักกระตุกแล้วให้รีบทาเถิด ยักยาอื่นตายแล
อนึ่งทารกแรกเกิด ให้เอายาฝนกับน้ำผึ้งรวงแล้วหยอดให้ทารกนั้นกิน ๓ วันแรกเสียงจะดีนักแล เลี้ยงง่ายปัญญาดีแล
ถ้าให้มีปัญญาพาที ให้เสกด้วยพระคาถานี้ ๓ จบ แล้วอมยาไว้จะเล่าบ่นมนต์คาถาสารพัดวิชาจำได้สิ้นที่เลือกลืมหลงก็จะรำลึกได้แล
ให้เสกด้วยมนต์มหาจินดาติดตัวไปเป็นเสน่ห์บังเกิดลาภผลที่ตนปรารถนาแล
สู้ความชนะ ให้เสกด้วย พัสสมิงกิเนนโตฯ
ให้เสกด้วย เอกจินดา มณีมนตํ ติดตนไปเป็นมหานิยมภาวนา อุอากะสะ ทำการไร่นามิเหนื่อยแล
ให้ภาวนาด้วยบท ยันทุนนิมิตตัง จบหนึ่งเอายาติดตัวไว้กลัวลางนิมิตร้ายแล
อมยาแล้วนั่งเหนือลมภาวนา อิตถีจิตตํ ปิยํ มะมะ รักและหลงเรา จากไปมิได้แล
เมื่อจะเดินทางไปสารทิศ เข้าหายเจ้านายผู้ใหญ่ ใช้ยานี้แช่น้ำใช้น้ำนั้นสระหัวอมยา แล้วภาวนา สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ ๗ คาบผู้ใหญ่ เจ้านายหายโกรธ ช่วยเหลือเราทุกทางเลย
ถ้าเผชิญด้วยหมู่ศัตรูหมู่ร้าย ให้อมยาแล้วภาวนา พามานา อุกะสะนะทุ ๘ คาบ ชนะศัตรู ศัตรูทำร้ายมิได้ แคล้วคลาดสารพัดแล
เอายาติดตัวไปป้องกันสรรพโรคภัย ป้องกันเสนียดจัญไร กันย่ำยีด้วยคุณไสย คุณผี คุณคน สารพัดพิษ ผิดสำแดง
เมื่อต้องยาเบื่อมา เอารากมะปรางหนึ่ง หัวนุมานกระทบแท่งหนึ่ง ฝนทำน้ำกระสาย หรือ
เอาแต่อย่างหนึ่งก็ได้กินเถิดมิเป็นไรอย่าประมาทเลย เคยแก้ยาสั่งมาแล้ว ถ้าติดตัวไปมิต้องเราแล
ให้มีติดตัวถึงคราวอับจนจะได้ใช้ ตามืด หูมืด ใช้ได้ทุกเมื่อ มีอำนาจวิเศษคุณมากตีค่าไว้ถึง ๘ ชั่งทองแล
ที่ต้องเอาเกล็ดและฝอยของยาจินดามณีหรือยาวาสนาตำรับวัดปากคลองบางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี มาลงไว้เสียยืดยาว ก็เพราะว่าต้องการให้ผู้อ่านเทียบเคียงกันดูว่าทั้งตัวยาและอุปเท่ห์การใช้นั้นมีส่วนเหมือน และคล้ายคลึงกันมากซึ่งก็ไม่ใช้เรื่องแปลก เพราะสูตรดั่งเดิมของการสร้างยาจินดามณีนั้น เป็นสตรูเก่าแก่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่แตกสาขาออกไปหลายสาย โดยเฉพาะสายวัดกลางบางแก้วนั้น ได้สืบทอดมาแต่ท่านเจ้าคุณวัดราชนัดดาที่มามีชื่อเสียงแพร่หลายกว่าสายอื่นนั้น ก็คงเนื่องจากตบะบารมี ของหลวงปู่บุญท่านสูงส่งและแก่กล้ากว่าเท่านั้นเอง แต่ก็ใช้ว่าสูตรยาจินดามณีของสำนักอื่นไม่มี หรือมีแต่จะด้อยสรรพคุณกว่าก็หาไม่ เพราะอันพระเถราจารย์เจ้าในยุคเก่าๆ นั้น ท่านเชี่ยวชาญเข้มขลังไม่แพ้กันหรอกครับ แต่ละท่านต่างก็ยกย่องซึ่งกันและกัน แต่มาชั้นหลังรุ่นพวกเราเหล่าลูกศิษย์ชักจะมีคติถือครูบาอาจารย์ถือสำนัก แบ่งพรรคแบ่งพวกกันเสียแล้ว ผู้เขียนไม่เห็นด้วยเลยครับ อย่างไรเสียก็ควรจะช่วยกันรักษา และอนุรักษ์ของเก่าแก่ดั่งเดิมเอาไว้เถอะครับ แม้จะต่างวัด ต่างสำนักกันก็อย่าได้มองข้ามหรือดูแคลนกันนักเลย สำหรับอุปเทห์ใช้และคาถาที่กำกับยาจินดามณีตำหรับวัดกลางบางแก้ว ขอให้พลิกไปบทถัดไปนะครับ มีบันทึกเอาไว้เฉพาะแล้ว
ประคำนเรศวรปราบหงสาวดี
ประคำนเรศวรปราบหงสาวดีเป็นอิทธิวัตถุชั้นสูงอีกชนิดหนึ่งที่หลวงปู่บุญ ท่านได้สร้างเอาไว้แต่มีจำนวนน้อยมากท่านจะสร้างมอบให้เฉพาะเป็นรายบุคคล ซึ่งนอกจากศิษย์ใกล้ชิดที่หลวงปู่มั่นใจในความประพฤติแล้ว ท่านก็มักจะสร้างถวาย หรือแจกแก่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งให้ความอุปการะวัดกลางบางแก้ว ประการสำคัญผู้นั้นจะต้องร้องขอต่อท่านว่า "อยากจะได้ประคำปราบหงสาวดีเอาไว้คุ้มครองป้องกันตัว" ท่านถึงจะลงมือสร้างให้ทั้งนี้เพราะวัสดุ เช่น เนื้อไม้อันเป็นมงคลตลอดจนเครื่องยาต่างๆ ล้วนแล้วแสวงหาได้ยากทั้งสิ้น อีกพิธีการสร้างก็ละเอียดปราณีต ยากลำบากพอดูทีเดียว ตำรับการสร้างประคำปราบหงสาวดีนี้ตกทอดมาจากสมเด็จพระพณรัต วัดป่าแก้ว ผู้เป็นอาจารย์ของ
สมเด็จพระนเรศวรมมหาราช เนื้อความตามตำราการสร้างมีดังต่อไปนี้
สิทธิการิยะ ถ้าจะทำลูกประคำ ท่านให้เอากาฝากศรีมหาโพธิ์ ๙ ลูก ชุมแสงโทน ๘ ลูก ชัยพฤกษ์ ๕ ลูก ไคลเสมา ๓๒ ลูก ไม้เท้ายายม่อม ๙ ลูก ค้นทรง ๑๐ ลูก หนาด ๒๘ ลูกและราชพฤกษ์ ๘ ลูก ผสมกันเข้าเป็น ๑๐๘ ลูก
กาฝาก พระศรีมหาโพธิ์ ๙ ลูก ลงด้วย อะ สัง วิ สุ โล ปุ พุ ภะ
ชุมแสงโทน ๗ ลูก ลงด้วย สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
ชัยพฤกษ์ ๕ ลูก ลงด้วย นะ โม พุท ธา ยะ
ไม้เท้ายายม่อม ๙ ลูก ลงด้วย มะ อะ อุ อุ อะ มะ อะ มะ อุ
ไคลเสมา ๓๒ ลูก ลงด้วย อิ ติ ปา ระ มิ ติง ตี สา อิ ติ สัพ ญา ญุ มา คตา อิ ติ โพ ธิ มนุ ป ปต โต อิ ติ ปิ โส จเต นโม
คันทรง ๑๐ ลูก ลงด้วย อา ปามะ จุ ปะ ทิม สํ อํ คุฯ
หนาด ๒๘ ลูก ลงด้วย ตง เม โส ทิ โม มง สุ เร โส อ ป นา ป สุ สุ ปิ อทสิติ ปุวิสิเว กุโกกโคฯ
ราชพฤกษ์ ๘ ลูก ลงด้วย กะจะภะสะ นะ มะพะทะ
สายประคำนั้น ให้เอาไหมเบญพรรณมาทำ
ลักษณะของประคำวิเศษนี้ มีลักษณะเป็นลูกประคำชุด ๘ ชุด ถ้านับตามลำดับจากชุดที่ทำด้วยไคลเสมาเป็นชุดที่ ๑ แล้ว เวียนไปตามลำดับชุดที่ติดต่อกันภายในสายแล้วก็จะได้ลำดับชุดดังต่อไปนี้
ชุดที่ ๑ ไคลเสมา มีจำนวน ๑๒ เม็ด ลูกประคำชุดนี้จะมีสัณฐานเขื่องกว่าชุดอื่นๆ ลักษณะเป็นเนื้อผงละเอียดผสมด้วยน้ำยาชนิดหนึ่ง แล้วปั้นเป็นเม็ดกลม ข้างในมีหลอดเล็กๆ เป็นแกนทำด้วยเงิน สำหรับเป็นแกนให้พอกเนื้อยาและเป็นช่องสำหรับร้อยไหม บางท่านบอกว่าแกนหรือหลอดนี้คือ ตะกรุดขนาดเล็กที่หลวงปู่ลงอักขระเอาไว้ด้วย วรรณะเม็ดประคำชุดนี้ดำสนิทเป็นเงางาม คล้ายมีวัสดุเคลือบเอาไว้
ชุดที่ ๒ ชุมแสงโทน มีจำนวน ๗ เม็ดแกะด้วยเนื้อไม้ชุมแสงโทน ซึ่งเข้าใจว่าปกติต้นชุมแสงจะขึ้นเป็นกอหรือขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ หรือโทนนั้นหายาก เมล็ดประคำมีสัณฐานขนาดปานกลาง ค่อนข้างเขื่องลักษณะเป็นเมล็ดกลมๆ ได้สัดส่วนงดงามมาก สังเกตุได้ว่าเป็นไม้เนื้ออ่อนมองเห็นเยื้อเนื้อไม้เป็นเส้นๆ ได้ชัดเจน วรรณะเหลืองแก่งามสดใส และเคลือบหรือย่อมด้วยยางไม้ หรือยางหมาก วรรณะน้ำตาลไหม้แก่ บางส่วนที่เคลือบสึกหรือกระเทาะล่อนจะเห็นเนื้อไม้งดงาม
ชุดที่ ๓ ชัยพฤกษ์ มีจำนวน ๕ เม็ด แกะจากแก่นไม้ชัยพฤกษ์สัณฐาน ขนาดค่อนข้างเขื่องเช่นเดียวกับชุดที่ ๒ อีกทั้งรูปพรรณสัณฐานก็คล้ายคลึงกันมากที่สุดจนพิจารณาเกือบไม่เห็นลักษณะแตกต่าง นอกจากจะพิจารณาความละเอียดของเนื้อไม้ว่า "ชุดชัยพฤกษ์เนื้อจะละเอียดกว่า ไม่ปรากฏเส้นเยื่อไม้และเนื้อไม้ก็แกร่งกว่า อีกทั้งวรรณะเหลืองนวลอ่อนกว่า ชุดชุนแสงโทนเล็กน้อย"
ชุดที่ ๔ ราชพฤกษ์ มีจำนวน ๘ เม็ด แกะจากแก่นราชพฤกษ์ ขนาดสัณฐานเล็กย่อมกว่าชุดที่ ๒ เล็กน้อย วรรณะดำสนิทมียางไม้เคลือบไว้เช่นกัน
ชุดที่ ๕ ไม้หนาด มีจำนวน ๒๘ เม็ด ชุดนี้มีลักษณะพิเศษคือ แยกออกเป็น ๒ ชุดย่อยซึ่งมีลักษณะและขนาดไม่เหมือนกัน ชุดแรกจำนวน ๑๗ เม็ด เป็นเนื้อไม้แกะขนาดเดียวกับชุดที่ ๒ สัณฐานลักษณะกลมป้อมงดงาม วรรณะเหลืองอ่อนนวลๆ แกมคล้ำเล็กน้อยเคลือบด้วยยางไม่เช่นกัน ชุดหลังจำนวน ๑๑ เม็ด สัณฐานขนาดย่อมๆ ใกล้เคียงกับขาดของชุดที่๔ แกด้วยไม้เนื้ออ่อน สัณฐานไม่สู้กลมนัก ลักษณะทำนองอ้อนควั่นที่ลบขอบคมออกแล้ว วรรณะแดงสดใสงดงามมากมียางไม้เคลือบวรรณะ น้ำตาลไหม้สด
ชุดที่ ๖ คันทรง มีจำนวน ๑๐ เม็ด ทั้งขนาดสัณฐานและลัษณะคล้ายคลึงกับชุดที่ ๒ แต่เนื้อไม้ละเอียดและนุ่มนวล ไม่ปรากฏเยื่อไม้ วรรณะเหลืองอ่อนนวลงดงาม และมียางไม้สีแดงน้ำตาลเคลือบไว้
ชุดที่ ๗ กาฝากศรีมหาโพธิ์ มีจำนวน ๙ เม็ด เป็นประคำเนื้อผงเช่นเดียวกับชุดที่ ๑ เข้าใจว่าจะเอากาฝากนานาพันธ์ที่จับกิ่งพระศรีมหาโพธิ์พันธุ์พุทธคยา แล้วเอามาบดละเอียดคลุกเคล้ากับน้ำประสานบางชนิด ปั้นเป็นลูกประคำชุดไคลเสมานั้นเอง จึงมีลักษณะและขนาดเช่นเดียวกัน เนื้อมีความแข็งแกร่งและเป็นเงางามคล้ายเครื่องเคลือบ
ชุดที่ ๘ ไม้เท้ายายม่อม มีจำนวน ๙ เม็ดแกะจากไม้เท้ายายม่อม ขนาดสัณฐานปานกลางค่อนข้างเขื่องเช่นเดียวกับชุดที่ ๒ ทรวดทรงกลมกลืนได้สัดส่วนงดงามมาก เนื้อละเอียดและค่อนข้างนุ่ม วรรณะเหลืองอ่อนนวลๆ คล้ายสีใบลาน และเคลือบด้วยยางไม้น้ำตาลไหม้ค่อนข้างหนา
ยอดลูกประคำ ๓ ลูก ทำด้วยเนื้อตะกั่วลักษณะเป็นแว่นๆ หรือคล้ายอ้อยควั่นลบมุม ๓ ลูก ๓ ขนาด คือ ใหญ่ กลาง และเล็ก ซ้อนกันตามลำดับหมายถึงองค์พระคือ ลูกบนเล็กหมายถึงพระเศียร ลูกกลางหมายถึงลำพระองค์ และลูกเบื้องล่างหมายถึงพระเพลา
สายประคำใช้ไหม ๕ สี ควั่นโดยสาวพรหมจารีย์เรียกว่า "ไหมเบญจพรรณพรหมจารีย์" นำมาปลุกเสกก่อนจึงร้อยลูกประคำทั้ง ๑๐๘ ลูก หรือรวมทั้งยอดประคำตะกั่วอีก ๓ ลูก เป็น ๑๑๑ ลูก แล้วจึงปลุกเสกรวมกันอีกครั้งหนึ่ง
อุปเท่ห์การใช้
๑. ถ้าจะให้จำเริญด้วยอานิสงส์ ให้เอาลูกประคำสวมศรีษะและ ภาวนาพระคาถานี้ "สิ ริ สา ทา ริ โย โก ติฯ" ๑๐๘ คาบ จำเริญอานิสงส์แต่ตนได้แสนกัลป์
๒. จับประคำแล้วภาวนาพระคาถานี้ให้ได้ ๑๐๘ คาบ " คะ นะ ทะ คะ นะ สะ สะ" ได้อานิสงส์ร้อยกัลป์
๓. ให้เอาประคำใส่แขนขวาแล้วภาวนา "กาหงหสสต" ได้กุศลร้อยกัลป์ แลพ้นจากจตุราบาย พ้นจากอบายภูมิแล
๔. เอาแระจำใส่แขนขวาแล้วภาวนา "สตตสวิชิณฯ" ให้ได้ ๑๐๘ คาบ ได้ผลอนิสงส์แก่บิดามารดา บุตร ภรรยา ญาติกาทั้งหลายและ กันภัยทั้งปวง
๕. ถ้าผู้ใดเขาจะเกาะกุมตัวก็ดี ให้เอาประคำใส่ตัวแล้วไหว้พระพุทธเจ้า ว่าคาถาบทนี้
"นะโมะพุทธาย มหาปุญโญ อานุภาพเวน เม รักขันตุ สวาหายะฯ " ภาวนาให้ได้ ๙ คาบ แล้วจงจากที่นั่นเถิด ถึงเขาจะล้อมเราอยู่ เอาประคำคล้องคอเราเดินไปเถิด มิอาจเห็นตัวเราเลย ถ้าเห็นก็ว่าผู้อื่น และไม่ว่าเราหลีกให้เราไปแล
๖. ถ้าจะให้มีตบะ ให้เอาประคำคล้องคอแล้วยกมือไหว้นั่งสมาธิภาวนาพระคาถานี้
"อรหัง สัมมา สัมพุทธโธฯ" ๑๐๘ คาบ เป็นที่เกรงกลัวแก่คนทั้งหลาย เทพยดาย่อมรักษาแล
๗. ถ้าจะให้มีอาหารทั้งปวงให้เอาคาถาพระฉิมภาวนา ๑๐๘ คาบ
"ฉิมพลี จะ มหาเถาโร เทวตนรปูชิโต โสร โห ปัจจยาทิมหิ มหาลาภภังวันตุเม" คนทั้งหลายนำอาหารมาให้เรามิขาด
๘. ถ้ากันศัตรูในป่าทั้งปวงให้ภาวนาพระคาถาบทนี้
"มอนตตา กุสลาธมมา นโมพุทธายะ" ๑๐ คาบ ศัตรูทำร้ายมิได้เลย
๙. ถ้าจะเข้าสงครามให้ภาวนาคาถาปถมัง ๔ ด้าน ๗ คาบ คลาดแคล้วโพยภัยทั้งปวง
"ปฐมัง สกลกขณ เมกหท ทุติยาทิปทสส นิสสนโตสมนิ ทุนิม สมทุ สทุนิ วิพชเชกมโต ปฐ เมนวินาฯ
ทุติยัง สกลกขณ เมกปท ตติยาทิปนสส นิทสสนโต ทุนิมสมทุ สนิท สมนิ วิพช เชกมโต ทุติเยนวินาฯ
ตติยัง สกลกขณ เมกปท จตุตถาทิปทสส นทสสนโต สมทุ สนิทุ สมนิ ทมิม วพชะ เชกมโต ตติเยนวินา
จตุถ สกลกขณ เมทปท ปถมาทิปทสส นิทสสนโต สนิทุ สมนิ สมทุ วิพช เชกมโต จตุเถนาวินา" คาถาปถมัง ๔ ด้าน สำหรับพระเจ้ากลืนไตรภพและคลาดแคล้วโพยภัยทั้งปวง
๑๐. ถ้าจะให้คงทน ให้ภาวนาพินทุ นโม พุทธายะ คงทนอาวุธทั้งปวงแล
๑๑. ถ้าจะให้ประคำปลุกเรา ให้ภาวนาด้วย "อสังวิสุโล ปุสะภุภะ ภภุสะปุ โลสุ วิสังอะ" ๑๐๘ คาบ ผู้ร้ายมาประคำปลุกเราแล
๑๒. ถ้าจะสกดสุนัข ให้เอาตอกที่ผู้รั้วแล้วเศกด้วยคาถานี้ "ยนฺตํ สนฺตํ ยนฺตํ" ๗๙ คาบ แล้วเดินเข้าไปเถิด มิอาจอ้าปากได้เลย
๑๓. ถ้าจะกันอสรพิษ ให้เอาประคำนี้คล้องคอแล้วบริกรรมด้วย "อุ ชู จ สุ อ ชู จ สุ ว โจ ว ส มุท" ๗ คาบ
๑๔. ถ้าคลอดไม่ออก ให้เอาน้ำสาดเข้าไปบนหลังคา แล้วให้เอาขันรองเอาน้ำที่ตกลงมาแล้วเอาประคำชุบน้ำนั้น แล้วเสกด้วย "อายนฺตถุ โภนฺโต อิทฺทาน เนกฺขมฺม ปญญมา สหวิริยยนติ สํจฺจาธิษฐาน เมฺตุเปกฺขา
ยุทฺธายโว คณหถอาวุชา นิติ" ให้กินบ้าง รดศรีษะบ้าง คลอดออกง่าย เป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน ให้เอาประคำชุบน้ำเสกดุจกันให้กินหายแล
ถ้าบุคคลใดได้พบประคำฯ ให้ทำเอาไว้เถิดเป็นบุญของผู้นั้นแล หาที่อุปมามิได้แลและอยู่เรือนคุ้มภัยได้ ๑,๐๐๐ ประการแลฯ
พระคาถาเสกยาจินดามณี
"จินดามณี ปิยังมันตัง ยะสังธาสังโกนัง อุปะสันติ สิเนหัง มาตาปิตาวะ โอระหัง ปะโพตันจะ
มหาราชา ตะวังมังโปสัตถุ โนทีปัง กาเรเทโว สุโป เสทิ กิญจิ เทโว เย สักโก ปัชชัง ทัสมิง กินเนวา ทัตตาปิยัง กันตัง สาริปุตโต ภวันตุ เม สิทธิลาภัง ชนานะเย มณีจินดา ปิยัง จะ ธะนังสัพเพชะนา พหูชะนา ปิยังมะมะ"
มนต์จินดาบทนี้มีคุณเป็นเอนกประการ ขอให้ผู้มีเม็ดยาหรือพระยาจินดามณี หมั่นท่องบนภาวนาเป็นประจำจะช่วยเสริมอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์ของยาให้บังเกิดสรรพคุณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แต่หากท่านยังไม่มีเม็ดยาหรือพระยาจินดามณี ถ้าจะจดจำเอาไว้สวดภาวนาอยู่เป็นนิจก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด พุทธคุณนั้นมากหลาย โดยจะขอจำแนกแจกแจงตามวิธีใช้ดังต่อไปนี้ ขอทบทวนบทที่เขียนไปแล้ว ๒ บทด้วยคือ
ถ้าเกิดคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ให้เอายาใส่น้ำเสกด้วย "เอกัง จินตามณีมันตัง" เป็นเมตตามหานิยม แล้วเอาน้ำปะพรมศรีษะ แล้วอมเม็ดยาไว้ตลอดเวลาจะชนะความสิ้นแล และเป็นเมตตามหานิยมแก่คนทั้งปวง
ถ้าให้ปัญญาดีเสกด้วยคาถาบทนี้ ๓ จบ "ตะโต โส ปัณฑิโต ปีหิโส อัตถะทัสสิ มะโหสะโถ" แล้วอมยา จะท่องบ่นมนต์คาถาสารพัดวิชาจำได้สิ้นที่หลงลืมก็จะรำลึกได้
ถ้าป้องกันงูและสัตว์พิษ ให้ท่องมนต์บทนี้ "เอกัง จินตามณี นาคา มันตัง" งูทุกชนิเจะไม่อาจทำอันตรายได้
ถ้าอยากจะให้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการงานท่านให้ภาวนามนต์ต่อไปนี้ "อุ อา กะ สะ"
ถ้าต้องการให้เหตุร้ายกลายเป็นดี ท่านให้ภาวนามนต์ต่อไปนี้ ให้ภาวนาด้วยบท
"ยันทุนนิมิตตัง อวมังคะลัญจะ"
ถ้าอยากให้คนรัก รักเราเป็นนิรันดร์ท่านให้อมเม็ดยาเอาไว้ แล้วนั่งเหนือลมภาวนามนต์
"อิตถี จิตตัง ปิยัง มะมะ"
เมื่อจะเดินทางไปสารทิศใด เข้าหาเจ้านาย ผู้ใหญ่ ให้เอายาแช่น้ำ ใช้น้ำนั้นสระผม อมเม็ดยา ไว้แล้วภาวนา "สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ" ๗ คาบ ผู้ใหญ่เจ้านายหายโกรธ ช่วยเหลือเราทุกเมื่อ
ถ้าเผชิญศัตรูหมู่ปัจจามิตร ท่านให้อมเม็ดยาแล้วภาวนาว่า "พามานา อุ กะ สะ นะ ทุ" ๘ คาบ ชนะศัตรู ศัตรูทำร้ายเรามิได้ แคล้วคลาดสารพัดแล |