 (D)

"พล ต.ต.ศิลป์พร ภูมะธน" นักเขียนอาวุโส หนังสือพิมพ์"คมชัดลึก"อาจารย์ผมท่านได้เขียนใว้ในหนังสือว่า"พระกรุ มีหลักการดู 4 อย่างคือ
1.พุทธศิลป์ คือศิลปะของพระที่ละกรุ แต่ละยุค เราต้องทำความเข้าใจ และเรียบเรียงพระแต่ละยุคให้เป็นก่อนว่าเป็น"ศิลป์"ยุคใหน เช่น ศิลปะทราวดี ศรีวิชัย สูโขทัย กำแพงเพชร อู่ทอง นครฯ อยุธยา หรือรัตนะ เพราะศิลป์เป็นตัวแยกความเก่าของพระครับ
2.เนื้อพระ คือเราต้องทำความเข้าใจเรื่องเนื้อพระ ว่าพระนั้นเป็นเนื้ออะไร สำริด เนื้อดิน(ดินดิบ หรือดินเผา) เนื้อชิน(ชินเงิน หรือชินตะกั่ว) หรือเนื้อผง โดยมีวิธีการ คือ ให้พิจารณาคุณสมบัติของเนื้อพระแต่ละเนื้อว่า เนื้อพระนั้น มีคุณสมบัติอย่างไร ส่วนผสมแบบใหน เมื่อผ่านการเวลา จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
3.คราบกรุ คือ ต้องรู้ว่าพระกรุในกรุนั้น มีลักษณะแวดล้อมแบบใหน อยู่ในเจดีย์ หรือ อยู่ตามพื้น เคยมีน้ำท่วมหรือไม่ กรุนั้นเป็นที่ลุ่มหรือที่ดอน ปูนที่ฉาบเจดีย์มีคุณภาพหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัววบอกถึงคราบกรุ โดยการพิจารณาพระหลายๆองค์ จนสามารถแยกแยะได่ว่าเป็นพระกรุใหน
4..ตำหนิพิมพ์ กล่าวคือ อาจารย์ ท่านไม่ได้เน้นให้เราไปจำตำหนิแต่ละพิมพ์ว่าเป็นอย่าไร แต่ทานเน้นให้เราดูวิธีการกดพิมพ์ วิธีการยกออกจากแม่พิมพ์ วิธีการตัดพระของแต่ละกรุ ซึ่งของเก๊ทำได้ไม่เหมือนแน่นอน แต่ถ้าเราไปจำพิมพ์อย่างเดียว ตายแน่นอนครับ
ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เพียง 4 ข้อนี้ โดยการพิจารณาเป็นภาพรวม อย่าดูเพียงจุดเดียว เมื่อเราทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง และกระจ่างแล้ว ผมว่าพระกรุดูไม่ยากอย่างที่คิดครับ และการทำเก๊นั้น เวลาผ่านไปตั้งเป็นร้อยปีที่รุ่นปู่ รุ่นย่าเรา จนถึงรุ่นเรา ก็ยังทำเก๊ไม่ได้ดีเหมือนของแท้ เพราะคราบกรุนี้แหละที่ทำยากมาก |