(D)
ประวัติของหลวงพ่อปาน
หลวงพ่อปานเกิดที่คลองนางโหง ตำบลบางเหี้ย(ตำบลคลองด่านในปัจจุบัน) อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2368 บิดาเชื้อชาติจีน ชื่อ "ปลื้ม" มารดาเชื้อชาติไทยชื่อนางตาล อาชีพทำป่าจาก มีพี่น้องร่วมมารดา 5 คน คือ
คนที่ 1 ชื่อ นายเทพย์
คนที่ 2 ชื่อ นายทัต
คนที่ 3 ชื่อ นายปาน (หลวงพ่อปาน)
คนที่ 4 ชื่อนายจันทร์
คนที่ 5 ชื่อนางแจ่ม
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใช้ ลูกหลานของหลวงพ่อปาน ได้ใช้ชื่อของบรรพบุรุษมาตั้งเป็นนามสกุลว่า "หนูเทพย์"
เมื่อยังเยาว์ ท่านได้ใช้ชีวิตแบบชาวชนบทคนธรรมดา ครั้นเมื่อเติบโตสู่วัยหนุ่ม เริ่มมีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันในเพศตรงข้ามตามวิสัยปุถุชน วันหนึ่งท่านได้ดั้นด้นไปบ้านสาวคนรัก แต่พอล้างเท้าก้าวขึ้นบันได เกิดอัศจรรย์ขึ้นบันไดไม้ตะเคียนอันแข็งแรงพลันหลุดออกจากกัน ทำให้ท่านพลัดตกจากบันได้ ท่านจึงคิดได้ว่าเป็นลางสังหรณ์บอกถึงการสิ้นวาสนาในทางโลกเสียแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านจึงครุ่นคิดตัดสินใจอยู่หลายวัน ผลที่สุดจึงตัดสินใจออกบวช
>>การบรรพชา
ท่านบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง )ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร
>>อุปสมบท
ณ พัทธสีมาวัดอรุณราชวราราม เป็นอารามหลวง โดยมีท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนีเป็นพระอุปัฌาย์ ท่านศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน รวมถึงไสยศาสตร์ ท่านได้รับการถ่ายทอดจากคณาจารย์หลายองค์จนเชี่ยวชาญ ต่อมาท่านได้ย้ายมาอยู่วัดบางเหี้ยนอก(วัดมงคลโคธาวาส) โดยพระสหายสนิทตามมาด้วยองค์หนึ่งชื่อ หลวงพ่อเรือนหลังออกพรรษาท่านและพระสหายสนิทเริ่มออกธุดงค์ไปสถานที่ต่างๆ (ป่าเขา) พรรษาต่อๆมาเริ่มมากขึ้นจนกระทั่งออกธุดงค์ครั้งละเป็นร้อยรูป
>>ศึกษาพระธรรมกับเกจิอาจารย์ดัง
หลวงพ่อปานและหลวงพ่อเรือนได้ดั้นด้นไปจนถึง"วัดอ่างศิลา" อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และได้ฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของ"หลวงพ่อแตง" เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา โดยศึกษาด้านวิปัสนาธุระ ไสยเวทย์มนต์ต่าง ๆ จนเชี่ยวชาญและสร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่อปานเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะ " เขี้ยวเสือโคร่ง ซึ่งแกะเป็นรูปเสือนั่ง " เมื่อมีความเชี่ยวชาญแล้วจึงได้อำลาพระอาจารย์ "หลวงพ่อแตง" มาพำนักอยู่ที่วัดบ้านเกิดตนเองพร้อมด้วยพระอาจารย์เรือน เพื่อนสหาย ณ วัดบางเหี้ย (ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส)
>>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงโปรดฯ
เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2452 ประตูน้ำที่กั้นแม่น้ำบางเหี้ยหรือที่เรียกกันในทุกวันนี้ว่า "ประตูน้ำชลวิหารพิจิตร" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ประตูน้ำคลองด่าน ปิดน้ำไม่อยู่ แม้นายช่างผู้ชำนาญการจะซ่อมแซมสักเท่าไรก็ยังชำรุดอยู่ทุกปี จนกระทั่งข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ปรึกษากัน และได้นำความเข้ากราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ และขอให้พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จเยี่ยมเพื่อขอพึ่งพระบารมีของพระองค์ท่าน
เพราะในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีเดชานุภาพมากเมื่อพระองค์ได้เสด็จไป ณ แห่งหนตำบลใด ที่ ณ บริเวณแห่งนั้นจะเป็นที่มีความเจริญทั้งเป็นสิริมงคลแก่พสกนิการ และสถานที่เป็นอย่างยิ่ง
และนับได้ว่าประตูน้ำชลหารพิจิตรในทุกวันนี้ เป็นประตูน้ำที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในสมัยนั้น เพราะพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จมาประทับอยู่ถึง 3 วัน และได้รับสั่งให้นิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้า เพื่อไต่ถามเรื่องราวต่าง ๆ และสิ่งที่ชาวบางเหี้ยทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นก็คือพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนนาม ตำบลบางเหี้ยเป็นตำบลคลองด่าน และเปลี่ยนชื่อแม่น้ำบางเหี้ยมาเป็นแม่น้ำคลองด่าน จากอำเภอบางเหี้ยมาเป็นเป็น อำเภอบางบ่อ จึงนับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ชาวบางเหี้ยได้เป็นชาวคลองด่านตราบเท่าทุกวันนี้ และนับว่าเป็นความโชคดีที่พระองค์ทรงพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานนามให้ด้วยพระองค์เองโดยพสกนิกรมิได้ทูลขอแต่ประการใด ซึ่งสมควรที่คนรุ่นหลังควรระลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ไว้ตลอดชั่วกาลนาน
>>สมณศักดิ์
หลวงพ่อปาน ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ"
>>ชื่อในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น ได้มีพระเถระที่ทรงคุณวุฒิอยู่หลายรูป อาทิ เช่น
1. หลวงพ่อปาน (พระครูพิพัฒนิโรธกิจ)
2. หลวงพ่อเรือน (เคยเป็นพระอุปัชฌาย์ที่วัดนี้)
3. หลวงพ่อล่า (เป็นหมอผี หมอน้ำมนต์)
4. พระอาจารย์อิ่ม (อาจารย์สอนวิปัสสนาและอาจารย์ธุดงค์)
5. หลวงพ่อทอง (พระครูสุทธิรัต)
6. หลวงพ่อลาว (มรณะแล้วไม่มีการเน่าเปื่อยที่ใดเลย)
7. พะอาจารย์บัว
8. พระสมุห์นิ่ม สมัยเป็นสามเณร
>>มรณภาพ
ท่านมรณภาพ เมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม 2453 เวลา 4 ทุ่ม 45 นาที
>>งานประเพณีของชาวบางบ่อ
งานนมัสการและปิดทองหลวงพ่อปานที่จัดกัน ณ ที่ว่าการอำเภอบางบ่อนั้น ได้เริ่มจัดกันมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.25486 จากความคิดริเริ่มของชาวบ้านที่เห็นว่าการที่ประชาชนจะไปปิดทองหลวงพ่อปานที่วัดนั้นไม่สะดวก เพราะการเดินทางในสมัยก่อนนั้นไปได้ทางเดียวคือทางเรือ จึงเห็นร่วมกันว่า หากมาจัดที่บริเวณที่ว่าการอำเภอ น่าจะสะดวกเพราะเป็นศูนย์กลางของทุกตำบล จึงได้ติดต่อยืมรูปหล่อหลวงพ่อปานจากวัดมงคลโคธาวาส เมื่อวัดจัดงานประจำปีเสร็จแล้ว ไปจัดงานประจำปีของอำเภอต่อจากทางวัดซึ่งตรงกับวันขึ้น 5 - 7 ค่ำ เดือน 12 ของทุก ๆ ปี ในงานทางอำเภอได้จัดตกแต่งเรือบรรทุกข้าวด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อยไปรับหลวงพ่อโดยใช้เรือพายลากจูงเรือหลวงพ่อมาจัดงานฉลองกัน ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอบางบ่อ ส่วนเรือที่ลากจูงมา ก็จะจัดแข่งขันกันเพื่อความสนุกสนานของงานและมีรางวัลมอบให้ด้วย
ในปี พ.ศ.2504 ทางอำเภอได้งดการจัดงานปิดทองหลวงพ่อปานลง เนื่องจากพร้อมใจกันเตรียมการถวาย การรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จมาทอดพระกฐินต้นที่วัดบางพลีใหญ่ใน(วัดหลวงพ่อโต) และมีหมายกำหนดการเสด็จมาเยี่ยมราษฎรของชาวอำเภอบางบ่อด้วย ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้งานประจำปีพอดี แต่ประชาชนก็ถือเป็นศุภนิมิตรที่ดียิ่งที่เป็นครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาถึงอำเภอบางบ่อ
ในปี พ.ศ. 2505 เกิดความขัดข้องเนื่องจากความไม่เข้าใจกันบางประการในเรื่องของผลประโยชน์ของการจัดงาน ทางวัดจึงไม่ให้ยืมหลวงพ่อมาจัดงานที่อำเภออีก เมื่อไม่มีรูปหล่อหลวงพ่อจึงจำเป็นต้องงดจัดงานอีก 1 ปี
ในปี พ.ศ.2506 ประชาชนเริ่มอึดอัดที่งดการจัดงานหลวงพ่อปานมาถึง 2 ปี จึงได้คิดพร้อมใจกันสร้างรูปหล่อหลวงพ่อปานขึ้นอีกองค์หนึ่ง เพื่อจัดงานประจำปีของอำเภอบางบ่อ ผู้เริ่มชุดนี้แรกก็มี พ.ต.ท.บุญศรี จันทนชาติ อดีตนายอำเภอบางบ่อ นายวุฒิศาล ศุภพิพัฒน์ (บิดากำนันวิรุฬ ศุภพิพัฒน์) นายแพทย์นุภาพ พงษ์พูนสิน อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางบ่อ
สำหรับความคิดของผู้เริมหล่อรูปหลวงพ่อไว้จัดงานประจำปีแล้ว ยังมีความคิดว่าอำเภอบางบ่อ มีสถานีอนามัย ชั้น 1 (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลบางบ่อ) ถ้าสร้างหลวงพ่อขึ้นแล้ว นำมาประดิษฐ์ฐานไว้ที่สถานีอนามัยชั้น 1 ก็จะเป็นเครื่องช่วยเสริมพลังทางจิตของผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะโรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็จะมีปูชนียวัตถุไว้ให้ผู้ป่วยสักการะบูชา เสริมพลังใจระหว่างต้องพักรักษาตัวอยู่
สำหรับค่าใช้จ่ายหล่อรูปหลวงพ่อประมาณ 80,000 บาท นายวุฒิศาล ศุภพิพัฒน์ เป็นออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนทองที่นำมาหล่อก้ได้จากศรัทธาของประชาชนพี่น้องชาวอำเภอบางบ่อ และใกล้เคียง โดยตกลงให้นายฟุ้ง อ้นเจริญ สำนักงานไตรสรณาคม บ้านเลขที่ 322/2 ตรอกวัดวิเศษการ ซึ่งเป็นช่วยฝีมือ ปูนรูปหุ่นองค์หลวงพ่อปาน เพื่อนนำมาเททองในวันงาน
>>สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น
ในระหว่างการหล่อรูปหลวงพ่อ(รุ่นอนามัย) มีสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ดังนี้
1. ฤกษ์เททองเวลา 10.00 น. ของวันที่ 9 เมษายน 2506 ก่อนถึงเวลาแดดร้อนจัด ผู้อยู่ในบริเวณงานเหงื่อโทรกกาย แต่พอถึงเวลาฤกษ์เททองเกิดพระอาทิตย์ทรงกลด แสงแดดอ่อนตัวลง พระอาทิตย์ทรงกลดอยู่จนเททองเสร็จ ผู้ร่วมงานต่างแซ่ซร้องกันถึงบารมีของหลวงพ่อ
2. ฤกษ์ถอดแบบหลวงพ่อ เป็นเวลา 15 นาฬิกา วันที่ 9 เมษายน 2506 อากาศอบอ้าวและร้อนจัดมาก ช่างหล่อซึ่งกำลังกะเทาะแบบเพื่อจะถอดแบบให้ได้ก็เหงื่อไหลไคลย้อย จึงเอ่ยปากพูดขึ้นมาดัง ๆ ว่า "หลวงพ่อ ถ้าหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์จริง ขอลมขอฝนหน่อย ลูก ๆ จะได้เย็น" และเวลานั่นเองทั้งพายุทั้งฝน ทั้งฟ้าแลบ เสียงดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วบริเวณงาน โรงลิเก โรงงิ้ว เวทีรำวง เวทีมวยพังราบพนาสูญ ตัวลิเก ตัวงิ้ว วิ่งเก็บเสื้อผ้าที่ปลิวว่อนกันอลหม่าน ช่างที่เอ่ยขอลม ขอฝนถึงกับตัวสั่น นั่งประนมมือขอขมาอภัยหลวงพ่อ ช่างใหญ่ถึงกับประกาศไล่ช่างที่พูดว่า " มึงเก็บข้าวของกลับบ้านไปเลย หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ มึงพูดเล่นได้อย่างไร"
3. ช่างทำพิธีเบิกพระเนตร โดยพระครูวามเทพมุณีพราหมณ์ใหญ่แห่งประเทศไทย ตอนตี 5 วันที่ 10 เมษายน 2506 ซึ่งเป็นฤดูหน้าร้อนแต่มหัศจรรย์อะไรเช่นนี้ วันที่เบิกพระเนตร หมอกเกิดลงจัด อากาศหนาวเย็นเยือก หนาวจนตัวสั่ง ทุกคนมีอาการหนาวเช่นเดียวกันหมด โกเอ็ก (คุณสุวิทย์ เข่งเฮง) พ่อคุณสมศักดิ์ เข่งเฮง อดีตนายกเทศมนตรีอำเภอบางบ่อ ถึงกับต้องเอาผ้าผืนใหญ่มาคลุมตัวไว้
4. เมื่อหล่อรูปหลวงพ่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางคณะกรรมการจัดงาน ได้อาราธนาหลวงพ่อไปประดิษฐานไว้ที่สถานอนามัยชั้น 1 อำเภอบางบ่อ ในห้องจ่ายบัตร คนหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2508 นายแพทย์นุภาพ พงษ์พูนสิน ฝันเห็นหลวงพ่อปานกำลังเดินลงจากสถานีอนามัย จึงวิ่งเข้าไปนมัสการหลวงพ่อว่าหลวงพ่อกำลังจะไปไหน หลวงพ่อบอกว่าอยู่ไม่ไหวในห้องมันร้อนเหลือเกิน หมอก็อ้อนวอนให้หลวงพ่อกลับไปอยู่ที่อนามัยก่อนแล้วจะสร้างมณฑปให้หลวงพ่ออยู่องค์เดียว หลวงพ่อบอกว่าเมื่อหมอขอร้องก็จะอยู่ที่อนามัยกับหมอ รุ่งเช้าหมอจึงได้เล่าความฝันให้ผู้ใกล้ชิดทราบ และได้ขอรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาที่จะสร้างมณฑปให้หลวงพ่อโดยสร้างไว้ด้านหน้าสถานีอนามัยริมคลอง เป็นมณฑปไม้ เสร็จในปี พ.ศ. 2508 และได้อาราธนาหลวงพ่อขึ้นประดิษฐานจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันมณฑปที่ประดิษฐานตั้งอยู่ทางเข้าหน้าโรงพยาบาลบางบ่อ ถนนเทพารักษ์ มีการปรับปรุงซ่อมแซมให้เป็นที่เคารพสักการะบูชาของชาวอำเภอบางบ่อ และใกล้เคียง
5. ใบเซียมซีหลวงพ่อ ผู้แต่งใบเซียมซีคือผู้ช่วยศาสตราจารย์สนองชาติ เศรษฐศิโรตม์ วิทยาลัยรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี ขณะแต่ง ผศ.สนองชาติ เศรษฐศิโรตม์ ยังเป็นครูอยู่โรงเรียนชุมชนบางบ่อ สมันอาจารย์เดช ศิริพัลลภ เป็นครูใหญ่ เวลานั้น ผศ.สนองชาติ ยังเป็นครูเล็กแต่งกลอนยังไม่สันทัดนัก แต่เมื่อได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดงานก็ไปจุดธูปบอกหลวงพ่อให้ช่วยดลใจ ใช้เวลาเพียง 4-5 วัน ก็แต่งเสร็จเรียบร้อย ความแม่นยำเป็นที่โจษขานไปทั่วสารทิศ นึกขอสิ่งใดก็ได้สมควรปรารถนาทุกประการ |