(0)
เกจิ พิษณุโลก สองแคว หลวงพ่อพระครูสำรวย วัดสระแก้วประทุมทอง ระผงพิมพ์รูปเหมือนพระครูศีลสารสัมบัน รุ่นจอมพล พ.ศ. 2515 พิธีใหญ่ มีเกษา สภาพสวยงาม








รายงานผลโหวต

จากรูปพระแท้ 0% [0]
จากรูปพระแท้แต่ข้อมูลไม่ถูกต้อง     0% [0]
จากรูปพระเก๊ 0% [0]
พระดูยากจากรูป 0% [0]

จำนวน โหวต



ชื่อพระเครื่องเกจิ พิษณุโลก สองแคว หลวงพ่อพระครูสำรวย วัดสระแก้วประทุมทอง ระผงพิมพ์รูปเหมือนพระครูศีลสารสัมบัน รุ่นจอมพล พ.ศ. 2515 พิธีใหญ่ มีเกษา สภาพสวยงาม
รายละเอียดพระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สัมปันโน) ทรงสี่เหลี่ยมพิมพ์เล็ก เนื้อผงดินว่าน รุ่นหน้าแก่ ปี ๒๕๑๔ ด้านหลังบรรจุเส้นเกศาหลวงพ่อ ได้ร่วมพุทธาภิเษกในพิธีมหาจักรพรรดิ์ ๒๕๑๕ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) พิษณุโลก ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๐ มกราคม ๒๕๑๕

*********************************************

ในปี พ.ศ. 2514 พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ทราบว่า ท่านพระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สมฺปนฺโน) เจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทอง และเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก เป็นพระเถราจารย์ที่เก็บสะสมมวลสารไว้มาก จึงได้กราบอาราธนานิมนต์ให้ท่านพระครูศีลสารสัมบันเป็นแม่งานรับผิดชอบในการ จัดสร้างพระเครื่องชนิดผง และดินผสมผงเก่า เพื่อใช้ในการพิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก วันที่ 19 – 20 มกราคม 2515 ณ พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) พิษณุโลก ตามความเห็นของเจ้าคุณพระพิษณุบุราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร

โดยท่านพระครูศีลสารสัมบัน เริ่มต้นสะสมมวลสารและกดพิมพ์พระ เผาพระ และอบพระตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ครั้งนั้นได้มีการปิดอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง เพื่อจัดพิมพ์พระรุ่นปี 2515 ทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่

1. พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อผงและดินผสมผง
2. พระพิมพ์ รูปเหมือนพระครูศีลสารสัมบัน เนื้อผง ทุกพิมพ์
3. พระพุทธชินราชใบเสมา เนื้อดินและเนื้อผง หลังธรรมจักร
4. พระพุทธชินราชใบมะยม เนื้อดินและผง หลังธรรมจักร
5. พระพิมพ์ นางพญา(ชินสีห์) หลังธรรมจักร เนื้อดิน

การพิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก วันที่ 19 – 20 มกราคม 2515 ณ พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร (วัดใหญ่) พิษณุโลก พระเครื่องของท่านพระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สมฺปนฺโณ) จัดอยู่ในลำดับทำเนียบพระพุทธาภิเษก อันดับที่ 9 – 10 กล่าวคือ
Cquote1.svg

... 9. พระพิมพ์นางพญา (พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ) เนื้อดินเผาผสมผงของเก่าและเนื้อผง

10.พระพุทธชินราชใบเสมา เนื้อว่าน และเนื้อดินเผา ผสมผงเก่าและผงตะไบ เนื้อนวโลหะวังจันทน์

(หมายเลข 9-10 สร้างโดยพระครูศีลสารสัมบัน วัดสระแก้วปทุมทอง จ.พิษณุโลก)

**********************************************
ตำนานพระแก้วมณีโชติ (ฉบับคัดย่อ)

พระพุทธศาสนาผ่านไป 2500 ปี จะเกิดกลียุคมนุษย์รบราฆ่าฟันกันเอง โลกมนุษย์จะพบภัยพิบัติจากโรคระบาดที่ร้ายแรงมาคร่าชีวิตผู้คนและสัตว์ให้ ล้มตายจำนวนมาก จะบังเกิดภัยทางธรรมชาติ วิปริตทั่วทั้งโลกธาตุ แต่คนที่แขวนพระแก้วมณีโชติติดตัวจะปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง มีเรื่องเล่ากันว่า

เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พระพุทธองค์ทรงจาริกประเทศเทศนาธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ ทรงเสด็จจาริกมายังถิ่นต่างๆ ทรงพยากรณ์ที่ต่างๆ และประทานพระเกศาธาตุและพระพุทธบาทอันทรงสมควร และทรงเล็งด้วยพระพุทธญาณว่าต่อไปที่แห่งนี้จะเป็นที่อุดมในธรรม ทรงพยากรณ์ความว่า
Cquote1.svg

...ศาสนาตถาคตผ่านไป 2,000 ปี พระแก้วมณีโชติจะถูกทำขึ้นมาให้มนุษย์สักการบูชากราบไหว้ เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวของคนดีมีศีลธรรม ที่เคารพนับถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ มนุษย์ที่ได้ครอบครองพระแก้วมณีโชติจะปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง มีความสุขสมบูรณ์ เจริญด้วยโภคทรัพย์ เทวดาปกปักษ์คุ้มครองรักษา เมื่อนั้นพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไปจนครบ 5,000 ปี ตามพุทธพยากรณ์...

Cquote2.svg
[แก้] ประวัติพระแก้วมณีโชติ พระประธานพระอุโบสถ

สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2486

องค์พระปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูน

หน้าตัก 3 ศอก (59 นิ้ว) สูงจากฐาน 7 ศอก 1 นิ้ว (119 นิ้ว)

ประดิษฐานในพระอุโบสถทรงโรง วัดสระแก้วปทุมทอง จังหวัดพิษณุโลก

แต่เดิมองค์พระไม่มีซุ้มเรือนแก้ว และยักษ์ผู้อารักขาพระประธาน (อาฬวกยักษ์และท้าวเวสสุวรรณ) เช่นเดียวกับพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก มีเพียงองค์พระแก้วมณีโชติเท่านั้น ในภายหลังจึงต่อเติมเพิ่มซุ้มเรือนแก้วจำลองพระพุทธชินราชในปี พ.ศ. 2508 ในสมัยท่านพระครูศีลสารสัมบัน เป็นเจ้าอาวาส พระนามองค์พระไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้ออกนามตั้งชื่อพระ แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นท่านพระอธิการโส โสภโณ อดีตเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสระแก้วปทุมทองเป็นผู้ตั้งพระนาม และไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้ปั้นองค์พระอีกเช่นกัน แต่องค์พระมีจุดเด่นตรงที่มีมณีรัตนชาติประดับตรงเปลวพระรัศมี หรือพระเกศ เคยมีผู้เล่ากันว่า ในวันเพ็ญ จะมีแสงสว่างออกมาจากพระเกศเป็นที่อัศจรรย์ บางครั้งพระผู้ดูแลพระอุโบสถนึกว่าลืมปิดไฟ แต่พอเข้าไปกลับปรากฏว่าได้ยกสะพานไฟไปแล้ว ไม่น่าที่ไฟจะติดขึ้นเอง ช่วงหลังจึงติดตามปรากฏทราบว่า เป็นแสงจากมณีรัตนชาติในพระเกศพระแก้วมณีโชติ
[แก้] พิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษกครั้งที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สมฺปนฺโน)


ท่านพระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สมฺปนฺโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทอง และอดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก ขณะนั้นพระคุณท่านเป็นแม่งานรับผิดชอบในการจัดสร้างพระเครื่องเนื้อผงและดิน ผสมผง เพื่อใช้ในการพิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก วันที่ 19 – 20 มกราคม 2515 ณ พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) พิษณุโลก ลำดับทำเนียบพระพุทธาภิเษก ลำดับ 9 – 10 โดยมีการเริ่มต้นสะสมมวลสารและกดพิมพ์พระ เผาและอบพระตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา โดยมีการปิดพระอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง เพื่อพิมพ์พระรุ่นปี 2515

โดยพระพิมพ์ลำดับที่ 9 ได้แก่

* พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อผงและดินผสมผง

* พระพิมพ์ รูปเหมือนพระครูศีลสารสัมบัน เนื้อผง ทุกพิมพ์

การพิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษกครั้งที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วันที่ 19 – 20 มกราคม 2515 ณ พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) พิษณุโลก โดยพระเครื่องของท่านพระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สมฺปนฺโณ) จัดอยู่ในลำดับทำเนียบพระพุทธาภิเษก อันดับที่ 9 – 10 กล่าวคือ
Cquote1.svg

... 9. พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อดินเผาผสมผงของเก่าและเนื้อผง

10.พระพุทธชินราชใบเสมา เนื้อว่าน และเนื้อดินเผา ผสมผงเก่าและผงตะไบ เนื้อนวโลหะวังจันทน์

(หมายเลข 9-10 สร้างโดยพระครูศีลสารสัมบัน วัดสระแก้วปทุมทอง จ.พิษณุโลก) ...

Cquote2.svg


ในการพุทธาภิเษกพิธีจักรพรรดิมหาพุทธาภิเษกนี้มีขึ้น 2 วัน/ครั้ง


ครั้งที่ 1 วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2515

พิธีพุทธาภิเษกจัดขึ้น ณ ศาลาโรงพุทธาภิเษก วัดสระแก้วปทุมทอง จังหวัดพิษณุโลก ในพิธีนี้ ท่านพระครูศีลสารสัมบัน เป็นเจ้าพิธีได้กำหนดและควบคุมดำเนินการประกอบพิธี "จักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก" ครบถ้วนตามแบบฉบับของโบราณพิธีทุกประการตามวิธีการสายพระวิปัสสนาจารย์ โดยมีอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ถวายคำแนะนำ

ประธานฝ่ายสงฆ์ พระครูศีลสารสัมบัน เจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทอง และเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและจุด เทียนชัย

ประธานบริกรรมปลุกเสก 9 รูปตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนี้

* พระพิษณุบุราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร พิษณุโลก
ใบปลิว พิธีจักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก พ.ศ. 2515

* พระอาจารย์นวล วัดนิมิตรธรรมาราม พิษณุโลก

* พระสมุห์ละมัย (พระวรญาณมุนี) วัดอรัญญิก พิษณุโลก

* พระครูอภัยจริยาภรณ์ วัดใหม่อภัยยาราม พิษณุโลก

* พระครูวินัยธรสุเทพ วัดแสงดาว พิษณุโลก

* พระอาจารย์ถนอม วัดนางพญา พิษณุโลก

* พระครูประภาสธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อแขก) วัดสุนทรประดิษฐ์ พิษณุโลก

* พระครูศรีรัตนาภรณ์ (หลวงพ่อไซ่) วัดจูงนาง (วัดศรีรัตนาราม) พิษณุโลก

* หลวงพ่อเปรื่อง วัดคูหาสวรรค์ พิษณุโลก

พระคณาจารย์นั่งปรกปลุกเสกทั้งคืน ดังนี้

* พระครูศีลสารสัมบัน เจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทอง และเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก

* พระอาจารย์พิมพ์ วัดคูหาสวรรค์ พิษณุโลก

* หลวงพ่อเปรื้อง วัดโพธิญาณ พิษณุโลก

* พระอาจารย์ชุ่ม วัดกรมธรรม์ พิษณุโลก

* พระอาจารย์โต วัดสมอแข พิษณุโลก

* พระครูประพันธ์ (หลวงพ่อพัน) วัดบางสะพาน พิษณุโลก

* พระครูวิจารย์ศุภกิจ (อาจารย์ทองม้วน) วัดวังทองวราราม พิษณุโลก

* พระอาจารย์ธงชัย วัดวชิรธรรมราชา พิษณุโลก


ครั้งที่ 2 วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2515

พิธีพุทธาภิเษกจัดขึ้น ณ พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) จังหวัดพิษณุโลก ในพิธีนี้ พระอาจารย์ผ่อง จินดา วัดจักรวรรดิราชาวาส กทม. และ อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ซึ่งเป็นเจ้าพิธีได้กำหนด และควบคุมดำเนินการประกอบพิธี "จักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก" ครบถ้วนตามแบบฉบับของโบราณพิธีทุกประการ

คณะกรรมการพิธีจักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก

ประธานฝ่ายสงฆ์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) ทรงเป็นประธานจุดเทียนชัย

ประธานฝ่ายฆราวาส ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย

ประธานบริกรรมปลุกเสก พระครูศรีพรหมโสภิต (หลวงพ่อแพ) วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี

พระคณาจารย์นั่งปรกปลุกเสก 109 รูป ดังนี้
รายนามเกจิในพิธีจักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก 19 - 20 ม.ค. 2515 วัดพระศรีรัตรมหาธาตุ วรมหาวิหาร พิษณุโลก

1. หลวงพ่อทอง (พระครูวิริยะโสภิต) วัดพระปรางค์ จ.สิงห์บุรี

2. หลวงพ่อเงิน (พระราชธรรมมาภรณ์) วัดดอนยาหอม จ.นครปฐม

3. หลวงพ่อนาค (พระครูจันทรโสภณ) วัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพฯ

4. หลวงพ่อแดง (พระครูญาณวิลาศ) วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี

5. หลวงพ่อหอม (พระครูภาวนาณุโยค) วัดซากหมากป่าเรไร จ.ระยอง

6. หลวงพ่อสุข วัดโพธิ์ทรายทอง จ.บุรีรัมย์

7. หลวงพ่อสด (พระครูวิจิตนชัยการ) วัดหางน้ำ จ.ชัยนาท

8. หลวงพ่อชื่น (พระครูนนทกิจวิมล) วัดตำหนักเหนือ จ.นนทบุรี

9. หลวงพ่อบุญ (พระครูประดิษฐ์นวการ) วัดวังมะนาว จ.ราชบุรี

10. หลวงปู่ทองอยู่ (พระครูสุตาธิการี) วัดใหม่หนองพระองค์ จ.สมุทรสาคร

11. หลวงพ่อกรับ (พระครูธรรมสาคร) วัดโกรกกราก จ.สมุทรสาคร

12. หลวงพ่อเจริญ (พระครูปัญญาโชติ) วัดทองนพคุณ จ.เพชรบุรี

13. หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู จ.ลพบุรี

14. หลวงพ่อชื่น วัดคุ้งท่าเลา จ.ลพบุรี

15. พระครูสนิทวิทยการ วัดท่าโขลง จ.ลพบุรี

16. พระครูปิยะธรรมโสภิณ (หลวงพ่อคำ) วัดบำรุงธรรม จ.สระบุรี

17. พระครูกิตพิจารณ์ (หลวงพ่อผัน) วัดราฎร์เจริญ จ.สระบุรี

18. พระครูพุทธฉายาภิบาล วัดพระพุทธฉาย จ.สระบุรี

19. พระครูสุวรรณวุฒาจารย์ (หลวงพ่อมุ่ย) วัดดอนไร่ จ.สุพรรณบุรี

20. พระวินัยรักขิตาวันมุนี (หลวงพ่อถิร) วัดป่าเลไลย์ จ.สุพรรณบุรี

21. พระวิบูลเมธาจารย์ วัดดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี

22. หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว จ.สุพรรณบุรี

23. หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง จ.นนทบุรี

24. หลวงพ่อเผือก วัดสาลีโข จ.นนทบุรี

25. พระครูประกาศสมาธิคุณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯกรุงเทพฯ
รายนามเกจิในพิธีจักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก 19 - 20 ม.ค. 2515 วัดพระศรีรัตรมหาธาตุ วรมหาวิหาร พิษณุโลก (ต่อ)

26. พระอาจารย์วิริยัง สิรินโท (พระเทพเจติยาจารย์) วัดธรรมมงคล กรุงเทพฯ

27. พระเทพโสภณ (สมเด็จพระมหาธีราจารย์) (นิยม ฐานิสฺสโร) วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ

28. หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม จ.นครปฐม

29. พระครูสาธุกิจวิมล (หลวงพ่อเล็ก) วัดหนองดินแดง จ.นครปฐม

30. หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี

31. พระครูอุดมสิทธาจารย์ (หลวงพ่ออุตตมะ) วัดวังก์วิเวการาม จ.กาญจนบุรี

32. พระครูจันทสโรภาส (หลวงพ่อเที่ยง) วัดม่วงชุม จ.กาญจนบุรี

33. พระครูโกวิทยาสมุทคุณ (หลวงพ่อเนื่อง) วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม

34. พระครูศรีพรหมโสภิต (หลวงพ่อแพ) วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี

35. พระอาจารย์ผ่อง (จินดา) วัดจักรวรรคิ์ราชาวาส กรุงเทพฯ

36. พระครูศรีปริยานุรักษี วัดพันอ้น จ.เชียงใหม่

37. พระครูวิรุฬห์ธรรมโกวิทย์ วัดเจดีย์สถาน จ.เชียงใหม่

38. พระครูมงคลคุณาธร วัดหม้อตองคำ จ.เชียงใหม่

39. หลวงพ่อบุญมี วัดท่าสต๋อย จ.เชียงใหม่

40. หลวงพ่อแสน วัดท่าแหน จ.ลำปาง

41. หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน จ.ลำปาง

42. หลวงพ่อชุบ วัดเกาะวาลุการาม จ.ลำปาง

43. หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง

44. หลวงพ่อเงิน วัดเขาสาก จ.ลำปาง
ภาพพิธีจักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก พ.ศ. 2515

45. หลวงพ่อบุญสม วัดหัวข่วง จ.ลำปาง

46. พระวิบูลวชิรธรรม วัดท่าพุทรา จ.กำแพงเพชร

47. หลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร จ.นครสวรรค์

48. หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค จ.นครสวรรค์

49. หลวงพ่อโอด (พระครูนิสัยจริยคุณ) วัดจันเสน จ.นครสวรรค์

50. หลวงพ่อคัด วัดท่าโบสถ์ จ.ชัยนาท

51. หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม จ.ชัยนาท

52. หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม จ.สิงห์บุรี

53. หลวงพ่อดวง วัดทอง จ.สิงห์บุรี

54. พระครูอาทรสิกขการ (หลวงพ่อโต๊ะ) วัดเกศไชโย จ.อ่างทอง

55. พระครูสันทัดธรรมคุณ (หลวงพ่อออด) วัดท่าช้าง จ.อยุธยา

56. พระครูประภาสธรรมคุณ (หลวงพ่อแจ่ม) วัดวังแดง จ.อยุธยา

57. พระครูประสาทวิทยาคม (หลวงพ่อนอ) วัดกลางท่าเรือ จ.อยุธยา

58. พระครูพิพิธวิหารการ (หลวงพ่อเทียม) วัดกษัตราธิราช จ.อยุธยา

59. พระครูสาธรพัฒนกิจ (หลวงพ่อลมูล) วัดเสด็จ จ.ปทุมธานี

60. พระครูวิเศษมงคลกิจ (หลวงพ่อมิ่ง) วัดกก กรุงเทพฯ

61. พระครูอนุกูลวิทยา (หลวงพ่อเส็ง) วัดน้อยนางหงษ์ กรุงเทพฯ

62. พระครูพิริยกิจติ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ

63. พระครูภาวณาภิรมย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

64. พระครูโสภณกัลป์ยานุวัฒน์ (หลวงพ่อเส่ง) วัดกัลยาณ์ กรุงเทพฯ

65. พระครูพินิจสมาจารย์ (หลวงพ่อโด่) วัดนามะตูม จ.ชลบุรี

66. หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง

67. พระครูวชิรรังษี วัดมฤคทายวัน จ.ประจวบคีรีขันธ์

68. พระครูวชิรคุณาญาณ วัดในกลาง จ.ประจวบคีรีขันธ์

69. หลวงพ่อเกตุ วัดเกาะหลัก จ.ประจวบคีรีขันธ์

70. พระครูอุดมศีลจารย์ (พ่อท่านเย็น) วัดโคกสะท้อน จ.พัทลุง

71. พระครูพิศาลพัฒนกิจ (พ่อท่านพระครูปลัดบุญรอด) วัดประดู่พัฒนาราม จ.พัทลุง

72. พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ วัดดอนศาลา จ.พัทลุง

73. หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน จ.พัทลุง

74. หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จ.ชุมพร

75. หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต จ.ขอนแก่น

76. หลวงปู่จันทร์ วัดสำราญ จ.อุบลราชธานี

77. หลวงพ่ออ่อน วัดประชานิยม จ.กาฬสินธุ์

78. หลวงพ่อครูบาวัง วัดบ้านเด่น จ.ตาก

79. หลวงพ่อครูบาตัน วัดเชียงทอง จ.ตาก

80. หลวงพ่อเกตุ วัดศรีเมือง จ.สุโขทัย

81. หลวงพ่อปี้ วัดบ้านด้านลานหอย จ.สุโขทัย

82. พระครูคีรีมาสธรรมคุณ วัดวาลุการาม จ.สุโขทัย

83. พระครูพิลาศธรรมคุณ วัดธรรมปัญญาราม จ.สุโขทัย

84. พระครูไกรลาศสมานคุณ วัดกงไกรลาศ จ.สุโขทัย

85. พระอาจารย์พวง วัดสว่างอารมณ์ จ.สุโขทัย

86. พระอาจารย์ฉลอง วัดสว่างอารมณ์ จ.สุโขทัย

87. พระครูพินิจธรรมภาณ วัดวังแดง จ.พิจิตร

88. พระครูธรรมมานิสิทธิ์ วัดบ้านไร่ จ.พิจิตร

89. พระอาจารย์ชัย วัดกลาง จ.อุตรดิตถ์

90. หลวงพ่อบุญ วัดน้ำใส จ.อุตรดิตถ์

91. หลวงพ่อจันทร์ วัดหาดสองแคว จ.อุตรดิตถ์

92. พระพิษณุบุราจารย์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก

93. พระสมุห์ละมัย (พระวรญาณมุนีวัดอรัญญิก) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก

94. พระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สัมปันโน) วัดสระแก้วปทุมทอง จ.พิษณุโลก

95. พระครูอภัยจริยาภรณ์ วัดใหม่อภัยยาราม จ.พิษณุโลก

96. พระครูวินัยธรสุเทพ วัดแสงดาว จ.พิษณุโลก

97. พระอาจารย์ถนอม วัดนางพญา จ.พิษณุโลก

98. พระครูประภาสธรรมมาภรณ์ (หลวงปู่แขก) วัดสุนทรประดิษฐ์ จ.พิษณุโลก

99. พระครูศรีรัตนาภรณ์ (หลวงพ่อไช่) วัดศรีรัตนาราม จ.พิษณุโลก

100. หลวงพ่อเปรื่อง วัดคูหาสวรรค์ จ.พิษณุโลก

101. พระอาจารย์พิมพ์ วัดคูหาสวรรค์ จ.พิษณุโลก

102. หลวงพ่อเฉลิม วัดโพธิญาณ จ.พิษณุโลก

103. หลวงพ่อเปรื้อง วัดโพธิญาณ จ.พิษณุโลก

104. พระอาจารย์ชุ่ม วัดกรมธรรม์ จ.พิษณุโลก

105. พระอาจารย์โต วัดสมอแข จ.พิษณุโลก

106. พระครูประพันธ์ (หลวงพ่อพัน) วัดบางสะพาน จ.พิษณุโลก

107. พระครูวิจารณ์ศุภกิจ (อาจารย์ทองม้วน) วัดวังทอง จ.พิษณุโลก

108. พระอาจารย์นวล วัดนิมิตธรรมาราม จ.พิษณุโลก

109. พระอาจารย์ธงชัย วัดวชิรธรรมราชา จ.พิษณุโลก

สำหรับน้ำพระพุทธมนต์ที่แช่พระกริ่งเข้าพิธี ใช้น้ำที่วัดตูม เป็นน้ำที่ออกจากพระเศียรพระพุทธรูป ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยใช้ในพิธีชุบพระแสงและเครื่องศัตราวุธ รวมกับน้ำในบ่อน้ำพระพุทธมนต์ วัดพระพายหลวง (บ่อพระร่วง) เมืองเก่าสุโขทัย
Cquote1.svg

รายชื่อวัตถุมงคลและรายนามผู้รับผิดชอบจัดสร้าง ที่จัดสร้างเข้าพิธี "จักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก" วันที่ 19 -20 มกราคม 2515 ณ พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก

1. พระพุทธชินราชจำลอง เนื้อทองสัมฤทธิ์ลงรักปิดทอง 9" 5.9" สร้างโดย จ.ส.อ.ทวี บุรณะเขต จ.พิษณุโลก

2. พระกริ่งนเรศวรวังจันทน์ เนื้อนวโลหะ (สูตรของสมเด็จพระสังฆราชแพ) สร้างโดยช่างสวน จามรมาน ธนบุรี

3. เหรียญพระพุทธชินราช มหาราช เนื้อทองคำ เงิน ทองแดง โลหะพิเศษ สร้างโดยกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์

4. พระสังกัจจายน์ เนื้อหยก หยกจากเมืองจีน ฝีมือช่างชาวฮ่องกง

5. พระชุด "พระพุทธชินราช น้อยไตรภาคี" ของดีเมืองพิษณุโลก ชนวนรพระกริ่งนเรศวรวังจันทน์เนื้อนวโลหะ

(พระพุทธชินราช-พระพุทธชินรสีห์ - พระศรีศาสดา)

6. พระชุด "ยอดขุนพลเมืองพิษณุโลก" ชนวนพระกริ่งนเรศวรวังจันทน์ (พระพิมพ์ท่ามะปราง - พระพิมพ์นางพญา - พระพิมพ์วัดใหญ่)

7. พระพุทธชินราชใบเสมา เนื้อนวโลหะ ชนวนพระกริ่งนเรศวร วังจันทน์

8. พระพุทธชินราชยอดอัฐารส เนื้อนวโลหะ ชนวนพระกริ่งนเรศวร วังจันทน์

(หมายเลข 5 – 8 สร้างโดย ช่างสำเนียง หมัดมอญ กทม.)

9. พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อผงและดินเผาผสมผงเก่า

10.พระพุทธชินราชใบเสมา เนื้อว่าน และเนื้อดินเผา ผสมผงเก่าและผงตะไบ เนื้อนวโลหะวังจันทน์

(หมายเลข 9-10 สร้างโดยพระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สมฺปนฺโน) เจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก และเจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทอง จ.พิษณุโลก)

หมายเหตุ ไม่มีให้บูชาตามสูจิบัตรพิธีจักรพรรดิมหาพุทธภิเษก ปี 15 ให้บูชาได้เฉพาะที่วัดสระแก้วปทุมทอง จังหวัดพิษณุโลกเท่านั้น และการกดพิมพ์พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ และพระชินราชใบเสมาเนื้อผงและเนื้อดิน สำหรับงานพิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก ครั้งที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2515 นั้นกระทำกัน ณ อุโบสถ วัดสระแก้วปทุมทอง และเป็นรุ่นเดียวเท่านั้น (ลำดับที่ 9 – 10) ที่จัดสร้างโดยพระสงฆ์เป็นผู้กดพิมพ์พระ มิใช่ฆราวาสเป็นผู้กดพิมพ์พระ จากทั้งหมด 14 รายการที่จัดสร้างขึ้นเพื่อ พิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก พ.ศ.2515 นี้

11. พระพุทธชินราชใบตำแย กรุลั่นทม วัดใหญ่ เนื้อชิน สร้างโดย บริษัทชโลกุล กทม.

12. พระพุทธชินราช มหาธาตุ เนื้อดินผสมผงโลหะพระเก่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สร้างโดย จสอ.ทวีบุรณะเขต จ.พิษณุโลก

13. เข็มกลัดเน็คไท "พระพุทธชินราช" สร้างโดยช่างทองร้านนำศิลป์ จ.พิษณุโลก

14. เหรียญ "มหาจักรพรรดิ" เนื้อนวโลหะ ชนวนพระกริ่งนเรศวร วังจันทน์ นายละเมียน อัมพวะสิริ ผู้ออกแบบ

Cquote2.svg

การพุทธาภิเษกเดี่ยวของท่านพระครูศีลสารสัมบัน อาทิเช่น

ครั้งแรก การพิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 19 – 20 มกราคม 2515 นั้นมีพระเถระที่เดินทางมาไกลได้พักค้างคืนที่วัดสระแก้วปทุมทอง ท่านพระครูฯจึงถือโอกาสนิมนต์นั่งเจริญจิตภาวนาพุทธาภิเษกเดี่ยว ณ พระอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง อาทิเช่น

หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม ,หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี ,หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ จ.สุพรรณบุรี ,หลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ จ.ระยอง ,หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี , หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี , หลวงพ่อเกษม สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง , หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค นครสวรรค์ ,หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม ชัยนาท, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ธนบุรี , หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขตต์ ขอนแก่น เป็นต้น

และครั้งอื่นๆ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงพ่อทบ (พระครูวิชิตพัชราจารย์) วัดพระพุทธบาทชนแดน จ.เพชรบูรณ์ พลวงพ่อพันธ์ (พระครูประพันธ์ศีลคุณ) วัดบางสะพาน จ.พิษณุโลก พระครูวิจารณ์ศุภกิจ (อาจารย์ม้วน) วัดวังทองวราราม จ.พิษณุโลก เป็นต้น หรือถ้าหากมีพระเถระสายวิปัสสนาธุระหรือพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังในยุคนั้น เดินทางมาที่จังหวัดพิษณุโลกไม่ว่าจะมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด ท่านพระครูศีลสารสัมบันก็จะนิมนต์เจริญจิตภาวนาพุทธาภิเษกอย่างนี้เรื่อยมา

ต่อมาจากการปลุกเสกทั้ง 3 ครั้งแล้วท่านพระครูศีลสารสัมบัน ได้นำพระเครื่องทั้งหมดไปเก็บไว้ในฐานพระประธานพระอุโบสถ วัดสระแก้วปทุมทอง เพื่อจะได้เพิ่มความเข้มขลังยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เพียง 4,950 องค์เท่านั้นที่บรรจุใต้ฐานพระประธานพระอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง โดยบรรจุใส่กล่องพลาสติกใสแยกประเภทไว้ แล้วจึงนำไปบรรจุไว้ใต้พระประธานจนถึงปัจจุบัน
[แก้] การเปิดกรุฐานพระประธาน
หนังสือพิมพ์รองกล่องพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ
การเปิดกรุพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2553 เวลา 14.00 น. ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา ท่านพระครูรัตนปทุมรักษ์ เจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทองรูป ปัจจุบันจึงได้ให้พระสำราญ กตสาโร รองเจ้าอาวาสฯนำพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ออกจากฐานพระประธานพระอุโบสถ (พระพุทธรัตนมณีโชติ) ของวัดสระแก้วปทุมทอง มานับจำนวนและทำสัญลักษณ์ด้วยตรายางรูป “สํ” ภาษาขอมไทย ไว้ทุกองค์ก่อนบรรจุลงกล่อง จัดทำเลขทำเนียบพระ และติดสติกเกอร์สะท้อนแสงตราวัดสระแก้วปทุมทอง เก็บไว้ในพระวิหารพระพุทธศิลามงคล วัดสระแก้วปทุมทอง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อจะได้เปิดให้มีการเช่าบูชาต่อไป
[แก้] พระพิมพ์ องค์ต้นแบบ “ชินราชใบเสมา” เนื้อดิน พ.ศ. 2515
พระพิมพ์ องค์ต้นแบบ “ชินราชใบเสมา” เนื้อดิน พ.ศ. 2515
Cquote1.svg

“... 9. พระพิมพ์นางพญา (พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ) เนื้อดินเผาผสมผงของเก่าและเนื้อผง

10.พระพุทธชินราชใบเสมา เนื้อว่าน และเนื้อดินเผา ผสมผงเก่าและผงตะไบ เนื้อนวโลหะวังจันทน์

(หมายเลข 9-10 สร้างโดยพระครูศีลสารสัมบัน วัดสระแก้วปทุมทอง จ.พิษณุโลก) …”

Cquote2.svg

ก่อนที่จะจัดพิมพ์ พระพุทธชินราชใบเสมา เนื้อว่านและเนื้อดินเผา ซึ่งผสมผงเก่าและผงตะไบเนื้อเงิน นวโลหะและทองคำพระกริ่ง(สูตรสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว))และผงพระสมเด็จ(สูตรพระครูมูล) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานครนั้น ท่านพระครูศีลสารสัมบันได้นำดินสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย ผสมกับผงอิฐกำแพงพระนครและพระราชวังจันทร์ ด้วยน้ำสรงพระแก้วมรกต วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร ทดลองกดพิมพ์พระต้นแบบด้วยมือของท่านเองจำนวนหนึ่ง (ซึ่งไม่ปรากฏจำนวนที่แน่นอน) ก่อนนำไปแกะบล็อกพิมพ์พระ

ซึ่งองค์ต้นแบบดังกล่าวปรากฏอยู่ในกรุฐานพระประธานอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง มีเพียง 2 องค์เท่านั้น ที่เป็นองค์ต้นแบบและได้ผ่านการพุทธาภิเษกมาในคราวเดียวกัน คือ พิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก วันที่ 19 – 20 มกราคม 2515 ณ พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) พิษณุโลก

โดยองค์พระต้นแบบ บรรจุอยู่ในกล่องพระเก่าสภาพเดิมปี 2515 เก็บปะปนกันอยู่ในกล่องพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติบางองค์ที่ใส่กล่องไว้อยู่แล้ว เมื่อนำออกมาแล้วจึงได้จัดเก็บถ่ายรูปทำประวัติไว้ภายในกล่องเดิม พร้อมประทับโค๊ดตรายางรูป “สํ” ภาษาขอมไทย ติดสติกเกอร์ตราวัด และตรายางลายเซ็นท่านพระครูศีลสารสัมบัน ด้วยหมึกสีแดง
[แก้] มวลสารสำคัญ

การจะจัดพิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก พ.ศ.2515 ขึ้นมาได้นั้นมิใช่เพียงมีแต่พระเกจิอาจารย์มาเจริญจิตภาวนามากมายแต่เพียง อย่างเดียวเท่านั้น มวลสารสำหรับใช้พิมพ์พระก็ต้องเข้มขลังมากด้วย อิทธิปาฏิหาริย์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน สำหรับมวลสารและผงที่ใช้พิมพ์พระเครื่องรุ่น 15 (พิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก) ทุกองค์เป็นมวลสารสูตร “มหาจักรพรรดิ์ ๑๕” พระครูศีลสารสัมบัน อันประกอบไปด้วย

* เกสรดอกไม้ และผงธูป
o วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร
o วัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่
o วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน
o วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง
o วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม
o วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช
o วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก
o วัดโสธรวราราม วรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเฉา
o วัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม
o วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี

* ทองคำเปลวและรัก
o พระพุทธชินราชจำลองหน้าพระวิหาร วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก
o พระพุทธโสธร วัดโสธรวราราม วรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเฉา
o เจดีย์ดอยสุเทพ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่
o เจดีย์หริภุญชัย วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน
o วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี

* ผงมวลสารส่วนพระองค์สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน)

* ผงมวลสาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

* ผงมวลสาร พระหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี

* ผงมวลสาร วัดเทพากร กรุงเทพมหานคร

* ผงมวลสาร พ.ศ. 2506 วัดประสาทบุญญาวาส กรุงเทพมหานคร

* ผงมวลสาร 25 พุทธศตวรรษ

* พระนางพญากรุ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก แตกหัก

* พระนางพญากรุ วัดนางพญา พิษณุโลก แตกหัก

* ผงมวลสารหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร

* แร่แก้วผลึก หินแก้วผลึกใส จากเหมืองแร่ลำปาง

* งาช้าง และเขี้ยวเสือไฟ

* ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห ผงปถมัง

* ว่าน 108 ชนิด

* ผงใบลานและสมุดข่อยโบราณ

* อิฐ
o พระอุโบสถเก่า วัดสระแก้วปทุมทอง จังหวัดพิษณุโลก
o กำแพงเมืองพิษณุโลก
o พระราชวังจันทร์ พิษณุโลก
o พระวิหารพระอัฏฐารส วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก

* พระกรุแตกหักวัดสระแก้วปทุมทอง พิษณุโลก

* ผงตะไบพระกริ่งและผงพระสมเด็จ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

* ผงพระสมเด็จแตกหัก วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

* ผงพระสมเด็จแตกหัก วัดใหม่อมตรส (วัดบางขุนพรหม) กรุงเทพมหานคร

* พระพุทธรูป แตกหักจากทะเลแก้ว จังหวัดพิษณุโลก

* จาน ชาม เครื่องสังคโลก จากกรุเมืองเก่าสุโขทัย

* แผ่นนพเก้า (โมเสก) ติดพระปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก

* ดินสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย

* ใบต้นศรีมหาโพธิ์พุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหารประเทศอินเดีย

* น้ำสรงพระแก้วมรกต วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานคร

* น้ำสรงพระแสงดาบวัดตูม จังหวัดพิษณุโลก

* น้ำอภิเษกประจำจังหวัดพิษณุโลก จากสระแก้ว ทะเลแก้ว และสระสองห้อง

* ดินปากแม่น้ำ
o แม่น้ำเจ้าพระยา
o แม่น้ำบางประกง
o แม่น้ำปัตตานี
o แม่น้ำตาปี
o แม่น้ำมูล

* ดินพระนคร 5 พระนคร หรือ เบญจนครา
o พระนครศรีอยุธยา
o เมืองพระพิษณุโลก
o เมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร
o เมืองนครศรีธรรมราช
o กรุงเทพมหานคร หรือ กรุงรัตนโกสินทร์

รวมทั้งหมด 108 ชนิด มวลสาร จึงได้ชื่อว่า มหาจักรพรรดิ์ เพราะเต็มไปด้วยมวลสารสำคัญทั่วทั้งประเทศมารวมไว้ที่พระเครื่องพิธีจักรพร รดิ์มหาพุทธาภิเษก ปี 2515 ทั้งสิ้นและสูตรในการผสมยังเป็นความลับ ทั้งไม่มีพิธีใดๆจะลอกเลียนแบบได้เหมือนสูตรมหาจักรพรรดินี้ได้เลย โดยมวลสารและผงทั้งหมดนี้ ท่านพระครูศีลสารสัมบัน ได้ธุดงค์ จาริกแสวงบุญ รวบรวมมาเรื่อยตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทอง บางครั้งก็มีพระผู้ใหญ่หรือฆราวาสที่ท่านพระครูศีลสารสัมบัน รู้จักมักคุ้นก็จะนำมาฝากหรือถวายจนมีมากมายหลากหลายชนิดมวลสารสาธยายทั้ง สิ้นก็ไม่อาจจะกล่าวได้หมด ดั่งคำกล่าวที่ว่า “สาธยาย 3 วันก็ไม่จบ มันเยอะจริงๆ” อาจารย์บุญสม ทั่งมั่งมี อดีตเลขาธิการท่านพระครูศีลสารสัมบัน
[แก้] ประวัติการสร้าง

การสร้างพระพิมพ์ทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ไม่มีคฤหัสถ์หรือฆราวาสคนใดได้จับหรือแตะต้อง มีเพียงพระภิกษุและสามเณรที่ปลงอาบัติและต่อศีลจนบริสุทธิ์ครบถ้วนแล้วเท่า นั้นที่ช่วยกันบดผงด้วยครกเหล็กและกดพิมพ์พระจนบริบูรณ์ ในการผสมผงทั้งหมดมีแต่ท่านพระครูศีลสารสัมบันเท่านั้นที่เป็นผู้ผสมผงพระ เข้าด้วยกันตามสูตรของท่านเอง

การกดพิมพ์พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ และพระชินราชใบเสมาเนื้อผงและเนื้อดิน สำหรับงานพิธีจักรพรรดิมหาพุทธาภิเษกนั้นกระทำกัน ณ พระอุโบสถ วัดสระแก้วปทุมทอง และเป็นรุ่นเดียว(ลำดับที่ 9 – 10) เท่านั้นที่สร้างขึ้นโดยพระสงฆ์เป็นผู้กดพิมพ์พระ มิใช่ฆราวาสเป็นผู้กดพิมพ์พระ

ส่วนการเผาพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชตินั้น จ่าสิบเอก ดร.ทวี บูรณเขตต์[1] เป็นผู้รับอาสาเผาพระพิมพ์สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ที่โรงหล่อพระ โดยมีท่านพระครูศีลสารสัมบัน และพระเลขานุการควบคุมดูแลการเผาตลอดเวลา ในการเผาและอบพระนั้น นิมนต์พระสงฆ์เจริญชัยมงคล ตลอดระยะเวลาการเผาพระทุกครั้ง

ในการเผาพระ ได้เกิดปาฏิหาริย์กล่าวคือ เมื่อเผาพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เสร็จปรากฏว่าพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อดินผสมผงทั้งหมดจากเนื้อสีเดียวกัน กลายเป็นพระที่มีสีแตกต่างกันถึง 8 สี แม้จะเป็นผงเดียวกันและหม้อเดียวกัน หรือกระทั่งผสมใหม่และเผาใหม่ก็เป็นเช่นเดิม โดยแบ่งเป็น

* พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อดินผสมผง พิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ มีทั้งหมด 8 สี เรียกกันว่า พระอรหันต์ 8 ทิศ คือ
o สีดำเงา ชื่อ สีพระองค์ดำ แทน พระอัญญาโกญฑัญญะ อยู่ทางทิศบูรพา (ตะวันออก)
o สีขาว ชื่อ สีพระองค์ขาว แทน พระมหากัสสปะ อยู่ทางทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้)
o สีอิฐ ชื่อ สีกำแพงพระนคร แทน พระราหุล อยู่ทางทิศอิสาณ (ตะวันออกเฉียงเหนือ)
o สีอรุณ ชื่อ สีทองคำเปลว แทน พระอุบาลี อยู่ทางทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้)
o สีคราม ชื่อ สีน้ำเบญจมหานที แทน พระภควัมปติ อยู่ทางทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ)
o สีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน ชื่อ สีเกสรดอกไม้ แทน พระอานนท์ อยู่ทางทิศปัจฉิม (ตะวันตก)
o สีเทา ชื่อ สีช้างเผือก แทน พระโมคคัลลานะ อยู่ทางทิศอุดร (เหนือ)
o สีน้ำตาล ชื่อ สีผงใบลาน แทน พระสารีบุตรอยู่ทางทิศทักษิณ (ใต้)
* พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เนื้อผง พิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ สีขาว เป็นเนื้อเดียวกันกับพระพิมพ์ ชินราชใบเสมา รุ่นปี 2515 เนื้อผง แต่มีส่วนพิเศษกว่าตรงที่จะผสมผงตะไบเงินและทองคำพระกริ่งวัดสุทัศน์ฯ เจ้าคุณศรี (สนธิ์) และผงสมเด็จวัดระฆัง ไว้เป็นมวลสาร ซึ่งมีน้อยองค์ คำนวณนับได้ไม่ถึง 50 องค์ เพราะมวลสารสำหรับทำพระมีน้อย แทน “องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

โดยพระทุกองค์ท่านพระครูศีลสารสัมบันจะคัดเลือกและขัดเงาด้วยตัวท่านเอง ทั้งยังแยกประเภทชั้นและชนิดของพระออกเป็น ชั้นเยี่ยม ชั้นดี และชั้นพอใช้ และลงจำนวนบัญชีพระที่ท่านพระครูศีลสารสัมบันคัดเลือกเองไว้ซึ่งชุดนี้ไม่ เคยแจกหรือเปิดให้เช่าบูชาที่ใดมาก่อน

โดยพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ แบ่งออกเป็น

1. พิมพ์ใหญ่ รวม 1,760 องค์ (รวมที่ชำรุดด้วย)
1. สีดำชั้นเยี่ยม 120 องค์
2. สีขาวชั้นเยี่ยม 66 องค์
3. สีขาวเนื้อผงกรุ 10 องค์
4. สีอิฐและสีอรุณ 400 องค์
5. สีน้ำตาลและสีเทา 559 องค์
6. สีดำ 300 องค์
7. เนื้อผง 59 องค์
8. แตกน้ำมัน 138 องค์
9. ชุดอรหันต์แปดทิศชุด ละ 9 องค์ 12 ชุด
2. พิมพ์เล็ก รวม 3,190 องค์ (รวมที่ชำรุดด้วย)
1. สีดำ 725 องค์
2. สีแดง 210 องค์
3. ชั้นดี 1,619 องค์
4. รวม 606 องค์
5. ผงกรุ 17 องค์
6. เนื้อผง 13 องค์

รวมทั้งสิ้น 4,950 องค์ (รวมที่ชำรุดด้วย)

ดังนั้นพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ที่ท่านพระครูศีลสารสัมบันคัดแยกด้วยตัวท่านเองกับมือมีเพียง 4,950 องค์เท่านั้น และได้นำใส่กล่องกระดาษและกล่องพลาสติกบรรจุไว้ใต้ฐานพระประธานพระอุโบสถของ วัดสระแก้วปทุมทองแห่งเดียว ส่วนนอกจากนั้นถูกนำใส่ถุงยาม ถุงละประมาณ 500 – 1,000 องค์ไปบรรจุไว้ในช่อฟ้าศาลาการเปรียญ และพระวิหารพระพุทธศิลามงคล ซึ่งเป็นชั้นหรือชนิดพอใช้

พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ทั้ง 4,950 องค์นี้ มีเอกลักษณ์พิเศษที่แตกต่างจากพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ที่บรรจุในกรุอื่นหรือไม่ได้บรรจุกรุ คือ
โค๊ดตรายาง สํ ประจำองค์พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ

ประการแรก พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ที่บรรจุใต้ฐานพระประธานอุโบสถจะมีตรายางประทับรูป “สํ” ภาษาขอมไทยขอบฐานพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ทุกองค์ และทุกองค์มีเลขทะเบียนกำกับ ขึ้นทะเบียนไว้ว่าองค์ใดใครเป็นผู้บูชาไปจากวัดสระแก้วปทุมทอง ทุกองค์ต้องมีใบอนุโมทนาบัตรกำกับ ในอนุโมทนาบัตรจะเขียนเลขทะเบียนองค์พระไว้ด้วย

ประการที่สอง พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ จะบรรจุใต้ฐานองค์พระที่ถูกจำลองมา หากนำพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ไปเทียบกับองค์พระประธานพระอุโบสถจะเห็นว่ามีความเหมือนกับพระประธานพระ อุโบสถมาก

ประการที่สาม พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ เมื่อถูกบรรจุไว้ได้มีการเจริญพระพุทธมนต์ทำวัตรเช้า - เย็น และลงพระปาฏิโมกข์ของพระสงฆ์วัดสระแก้วปทุมทองตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานต่อ เนื่องถึง 40 ปี
[แก้] เอกลักษณ์ พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ

ประการที่ 1 พระพิมพ์ใหญ่มีจำนวนจำกัดเพียง 1,760 องค์เท่านั้น(รวมที่ชำรุดด้วย)

ประการที่ 2 แต่ละชนิดแก่ผงมวลสารสำคัญไม่เท่ากัน

1. เนื้อผง แก่เนื้อผงสมเด็จวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม
2. เนื้อสีขาวชั้นเยี่ยม แก่เนื้อผงเกสรดอกไม้ 108 ชนิด
3. เนื้อสีดำชั้นเยี่ยม แก่เนื้อผงตะไบพระกริ่งวัดสุทัศนเทพวราราม(พระชินราชอินโดจีน)
4. เนื้อสีอิฐและสีอรุณ แก่เนื้อดินก้นกรุวัดนางพญา พิษณุโลก
5. เนื้อสีน้ำตาลและสีเทา แก่เนื้อผงใบลานและสมุดข่อยกรุงเก่า
6. เนื้อแตกน้ำมัน แก่น้ำมันว่าน 108 ชนิด ผสมกับน้ำมันตังอิ๊ว ที่แตกใต้ฐานพระประธาน

ประการที่ 3 พระพิมพ์ใหญ่บางชนิดหายากและจำกัดจำนวน

1. เนื้อผงกรุ มีเพียง 10 องค์เท่านั้น
2. เนื้อผง มีเพียง 49 องค์เท่านั้น (รวมที่ชำรุดด้วย)
3. เนื้อผง “พิมพ์ตลก” มีไม่ถึง 10 องค์ เกิดจากการสับสนขณะกดพิมพ์ของพระหรือสามเณร ที่นำเนื้อผงไปกดลงในบล็อกเนื้อดิน เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพระพิมพ์ใหญ่ชนิดนี้เพียงชนิดเดียว
4. สีขาวชั้นเยี่ยม มีเพียง 66 องค์เท่านั้น (รวมที่ชำรุดด้วย)
5. สีดำชั้นเยี่ยม มีเพียง120 องค์เท่านั้น (รวมที่ชำรุดด้วย)
6. สีอรุณ ในจำนวน 100 องค์ มีเพียง 1 องค์ ซึ่งหายากที่สุด
7. สีน้ำตาล ในจำนวน 100 องค์ มีเพียง 1 องค์ ซึ่งหายากที่สุด
8. แตกน้ำมัน มีเพียง138 องค์เท่านั้น (รวมที่ชำรุดด้วย)

หมายเหตุ ก่อนการเผาพระเนื้อดินผสมผงทั้งหมดเดิมเป็นเนื้อสีเดียวกัน เมื่อเผาเสร็จพระมีสีแตกต่างกันถึง 8 สี แม้จะเป็นผงชนิดเดียวกันและหม้อเดียวกัน หรือกระทั่งผสมใหม่และเผาใหม่ก็เป็นเช่นเดิม บางเนื้อบางสีจึงหายากมากแม้จะมีจำนวนหลายพันองค์ก็ตาม

ประการที่ 4 ชนิดที่ดังเมื่อปี พ.ศ.2517 คือ เนื้อสีอิฐ เพราะเป็นชนิดที่ อ.ส.บุญเพ็ง เทียนแก้ว คล้องคอ

ประการที่ 5 ตำหนิบล็อก พระพิมพ์ใหญ่ของแท้สภาพดีจะมีตำหนิตามบล็อกดังนี้

1. พระหัตถ์ขวาจะมีพระองคุลี(นิ้วมือ)ครบ 5 นิ้ว
2. พระอุระ(อก)ขวามีพระถัน(นม)ปรากฏชัด
3. ข้อพระบาทขวา(บน)มีชายสบงหรือกำไลพระบาท 2 เส้น
4. พระชานุ(เข่า)ซ้ายมีชายสบง 1 เส้น
5. พระพักตร์มีพระเนตร(ตา) พระโอษฐ์(ปาก) พระนาสิก(จมูก) และพระขนง(คิ้ว)ครบและชัดเจน
6. ข้อพระหัตถ์ซ้ายมีชายจีวร 1 เส้น

ถือว่าครบถูกต้องตามพิมพ์เนื้อดินผสมผง
พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์ใหญ่
ภาพตัวอย่าง เอกลักษณ์พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์ใหญ่
IMG 9979 ผง หน้า.jpg
เนื้อผง แก่เนื้อผงสมเด็จวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม
IMG 9957 เนื้อผง หน้า.jpg
เนื้อผง พิมพ์ตลก แก่เนื้อผงสมเด็จวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม “พิมพ์ตลก” มีไม่ถึง 10 องค์ เกิดจากการสับสนขณะกดพิมพ์ของพระหรือสามเณร ที่นำเนื้อผงไปกดลงในบล็อกเนื้อดิน เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพระพิมพ์ใหญ่ชนิดนี้เพียงชนิดเดียว
IMG 9936 เนื้อขาว หน้า.jpg
เนื้อสีขาวชั้นเยี่ยม แก่เนื้อผงเกสรดอกไม้ 108 ชนิดจากวัดสำคัญทั่วทั้งประเทศ มีจำนวนเพียง 66 องค์เท่านั้น(รวมที่ชำรุดด้วย)
IMG 9890 เนื้อดำ หน้า.jpg
เนื้อสีดำชั้นเยี่ยม แก่เนื้อผงตะไบพระกริ่งวัดสุทัศนเทพวราราม(พระชินราชอินโดจีน) พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย นำมาถวาย
IMG 9899 เนื้อแดง หน้า.jpg
เนื้อสีอิฐ แก่เนื้อดินก้นกรุนางพญา วัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก เป็นชนิดที่ดังเมื่อปี พ.ศ.2517 เนื่องจาก พลเอกสำราญ แพทยกุล องคมนนตรี นำไปแจก อ.ส. 100 นาย และ อ.ส.บุญเพ็ง เทียนแก้วถูกยิงไม่เป็นอะไร
IMG 9924 เนื้อเทา หน้า.jpg
เนื้อสีเทา แก่เนื้อผงใบลานและสมุดข่อย(ชำรุด)กรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้รับจากผู้มีจิตศรัทธานำมาถวาย อาทิเช่น กรมศิลปากร พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย
IMG 9984 แตกน้ำมัน.jpg
เนื้อแตกน้ำมัน แก่น้ำมันว่าน 108 ชนิด ผสมกับน้ำมันตังอิ๊ว โถน้ำมันว่านที่แตกใต้ฐานพระประธานอุโบสถ ถูกกับพระพิมพ์ชนิดสีเทา สีอิฐ และเนื้อผง มีจำนวนเพียง 138 องค์เท่านั้น(รวมที่ชำรุดด้วย)
[แก้] เอกลักษณ์เด่นการสร้างพระ

1. พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ
สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พ.ศ. 2515

รูปทรง สามเหลี่ยม หลังมียันต์ มีทั้งพิมพ์ใหญ่และเล็ก

เนื้อพระ เนื้อดิน และเนื้อผง

สร้างประมาณ พ.ศ. 2500 – 2514

พุทธาภิเษกเมื่อ พิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก พ.ศ. 2515 (แบบไตรภาคี)

ชื่อรุ่น รัตนมณีโชติ

เป็นสุดยอดต้นตำรับพระเครื่องปี 2515 ชนิดผงและดินผสมผง ผงพระพิมพ์ชนิดนี้ถูกนำไปใช้เป็นฉนวนพระเครื่องชนิดผงรุ่นหลังอีกมากมายโดยพระเครื่องรุ่นนี้มีกฤษดาอภินิหารมากมาย

2. พระพิมพ์ รูปเหมือนพระครูศีลสารสัมบัน (สำรวย สมฺปนฺโน)
พระผงพิมพ์รูปเหมือนพระครูศีลสารสัมบัน รุ่นจอมพล พ.ศ. 2515

เนื้อพระ เนื้อผง ผสมเกศาพระครูศีลสารสัมบัน

สร้างประมาณ พ.ศ. 2500 – 2514 (ทยอยสร้าง)

พุทธาภิเษก พิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษก พ.ศ. 2515 (แบบไตรภาคี)

1. รูปเหมือน ทรงสี่เหลี่ยมใหญ่ เนื้อผง รุ่นรบรองกล้าชนะ เป็นรุ่นดังมากอีกรุ่นหนึ่งเรียกกันว่า รุ่นจอมพล แจกทหารที่ไปรบร่องกล้า เป็นอีกรุ่นที่ถูกตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์เดลิดิวส์ พร้อมกันกับพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ครั้งยุทธการในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ภูหินรองกล้า บางคนเรียกว่า รุ่นปาฏิหาริย์
2. รูปเหมือน ทรงสี่เหลี่ยมพิมพ์เล็ก เนื้อผง รุ่นหน้าแก่ ปัจจุบันหายาก
3. รูปเหมือนพระครูศีลสารสัมบัน พิมพ์ทรงไข่ไก่ เนื้อผงโบราณ (ผงเก่า) รุ่น 2500 กึ่งพุทธศตวรรษ เป็นรุ่นที่หายากที่สุด มี 2 เนื้อ คือ ปิดทองและไม่ปิดทอง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2500 พิมพ์นิยม มวลสารดีพิธีใหญ่ประกอบด้วยมวลสาร คือ ผงว่าน 108 ชนิด แก่ผงกรุสมเด็จวัดระฆังฯ และผงอิทธิเจ จัดสร้างไม่ถึง 500 องค์ ผ่านพิธีจักรพรรดิ์มหาพุทธาภิเษกเหมือนชนิดอื่นๆ
4. รูปเหมือน ทรงจันทร์ลอย เนื้อผง

[แก้] 9 ปาฏิหาริย์พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ

ปาฏิหาริย์ที่ 1

มีผู้เล่ากันต่อๆกันมาว่า ในคืนวันเพ็ญ จะมีแสงสว่างออกมาจากพระเกศสมเด็จพระแก้วมณีโชติ พระประธานอุโบสถเป็นที่อัศจรรย์ บางครั้งพระผู้ดูแลอุโบสถนึกว่าลืมปิดไฟ แต่พอกลับเข้าไปปรากฏว่าได้ยกสะพานไฟลงแล้ว ไม่น่าที่ไฟจะติดขึ้นเอง ภายหลังจึงติดตามดูปรากฏทราบว่า เป็นแสงจากมณีรัตนชาติ(องค์เก่าก่อนถูกขโมย)ในพระเกศสมเด็จพระแก้วมณีโชติ พระประธานอุโบสถ

ปาฏิหาริย์ที่ 2
พล.อ.สำราญ แพทยกุลและคณะนายทหารที่เข้านมัสการขอพรกับท่านพระครูศีลสารสัมบัน พ.ศ. 2517

ในปี พ.ศ.2517 พล.อ.สำราญ แพทยกุล องคมนตรี ได้มาที่วัดสระแก้วปทุมทอง เพื่อขอ พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ไปแจกกองกำลัง อ.ส. จำนาน 100 องค์ และได้เกิดการประทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่เขต อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก อ.ส.บุญเพ็ง เทียนแก้ว ได้ถูกปืนอาร์กายิงที่หน้าอกและแขน แต่กระสุนไม่เข้าไปภายในลำตัว มีเพียงแต่รอยไหม้ตามลำตัวเท่านั้น เมื่อถูกนำตัวมาส่งที่โรงพยาบาลพุทธชินราช ไม่นานก็หายดี

ครั้งนั้นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า เสด็จเยี่ยมเหล่าทหารอาสา ณ โรงพยาบาลพุทธชินราช ทรงตรัสถาม อ.ส.บุญเพ็ง เทียนแก้ว ความว่า “มีอะไรดีถึงถูกยิงแล้วไม่เป็นไร” ซึ่งในขณะนั้น พ.ต.ท.พงศ์พันธุ์ พร้อมมูล (ยศในขณะนั้น) ได้ตามเสด็จมาด้วยจึงได้เห็นพระเครื่อง แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นวัตถุมงคลชื่ออะไร และสร้างที่ใด จึงได้ติดตามสืบหาจนมาทราบภายหลังว่าเป็น พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์ใหญ่ เนื้อสีอิฐ

ปาฏิหาริย์ที่ 3

ราวประมาณปี พ.ศ.2541 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ นาย ท. กับพวก ช่างที่เปลี่ยนหลังคาศาลาได้ลักลอบเจาะอกช่อฟ้า 4 ช่อฟ้าเอาพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์เล็ก ไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางวัด โดยช่างที่เอาไปบางคนประสบอุบัติเหตุ อาทิเช่น สิ่งของตกใส่หรือตกนั่งร้านถึงกลับเสียแขนขากันเลยทีเดียว นั้นก็น่าจะสันนิษฐานว่าเพราะอานุภาพของพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ที่ลงโทษผู้ที่นำพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติไปอย่างผิดทำนองคลองธรรม

ปาฏิหาริย์ที่ 4

หลังจากที่มีการบูรณะศาลาการเปรียญ นาย ท. ช่างที่ลักลอบเจาะอกช่อฟ้าเอาพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์เล็ก ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทุบตีจนตาย ช่างที่เหลืออีก 2 คนเสียสติ

ปาฏิหาริย์ที่ 5

พระเซ ปญฺญาภรโณ ศิษยานุศิษย์ท่านพระครูศีลสารสัมบัน ได้เคยขึ้นไปกราบสักการะรูปหล่อจำลองท่านพระครูฯ ขณะนั้นตั้งอยู่บนศาลาการเปรียญ (ก่อนที่จะมีการสร้างวิหาร) และได้พลั้งปากพูดกับรูปหล่อท่านพระครูฯ ไปว่า “เคยรับใช้หลวงพ่อกันมากตั้งนาน ยังไม่ได้อะไรจากหลวงพ่อเลย” ครั้นเดินลงจากศาลา พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์เล็ก ก็ตกลงมาจากหลังคาศาลา 2 องค์ แม้จะมีคนเดินผ่านไปมาบนศาลาจำนวนมากก็ไม่มีใครเห็น หรือ คิดจะเก็บ พระเซ จึงเก็บไว้ ด้วยความศรัทธาว่าน่าจะเป็นปาฏิหาริย์ของท่านพระครูศีลสารสัมบัน

ปาฏิหาริย์ที่ 6

ทหารนายหนึ่งที่คล้องพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์ใหญ่ เนื้ออิฐ ไปรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์บนภูหินร่องกล้าเล่าให้กับทางวัดสระแก้ว ปทุมทองฟังว่า วันที่เกิดการประทะกับผู้ก่อการร้ายนั้น ฝ่ายผู้ก่อการร้ายขว้างระเบิดมือตกลงที่หน้าอกของเขาแต่ระเบิดกลับไม่ทำงาน เมื่อระเบิดกลิ้งไปห่างจากตัวของเขาประมาณ 4 -5 เมตร ระเบิดจึงระเบิดออก เกิดเป็นปาฏิหาริย์แก่ทหารทั้งหมดที่ร่วมเห็นเหตุการณ์

ปาฏิหาริย์ที่ 7

มีผู้บูชา พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์ใหญ่ เนื้อผง คล้องคอขี่จักรยานยนต์ล้มไถลกับพื้นถนนคอนกรีตเป็นทางยาวตลอดสี่แยกหนองอ้อ ก่อนถึงมหาวิทยาลัยนเรศวร พระที่คล้องคอแตกหักครึ่ง แต่ผู้ประสบอุบัติเหตุไม่เป็นไร

ปาฏิหาริย์ที่ 8

มีผู้นำ พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์ใหญ่ เนื้ออิฐ แก่ดินก้นกรุวัดนางพญา ลองปืนลูกซอง ลูกปืนแตกคาลำกล้อง

ปาฏิหาริย์ที่ 9

ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) นายหนึ่ง (ไม่ขอออกนาม)นำ พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ พิมพ์ใหญ่ เนื้อผง แก่มวลสารสมเด็จวัดระฆังฯ แช่น้ำสวดพระคาถาบูชากินแก้ไข้หายขณะอยู่ชายแดน

จากนั้นเป็นต้นมาก็มีสานุศิษย์ทุกสารทิศมาที่วัดสระแก้วปทุมทองเพื่อขอรับพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ จากมือของท่านพระครูศีลสารสัมบัน จนถึงกลับท่านพระครูศีลสารสัมบันล่มป่วย หนีไปพักรักษาสุขภาพที่กรุงเทพมหานคร ก็ยังมีนายทหาร ตำรวจ และประชาชนอันรวมไปถึงฝรั่งก็ตามตัวท่านพระครูศีลสารสัมบันเจอเสมอ ก็เพื่อขอวัตถุมงคลเป็นอันไม่ได้พักผ่อน จนอาพาธเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก เป็นประจำ บ้างครั้งให้น้ำเกลือกันเป็นเดือนๆ กันเลยทีเดียว อานุภาพพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ รุ่นปี 15 ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ในสมัยนั้นว่า “พระเครื่องคงกระพันธ์ชาตรี แก้วมณีโชติ ทหารโดนอาร์กายิงไม่ตาย”
[แก้] ประวัติยันต์ นะ ประทับหลังพระวิษณุ

ยันต์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในอกเลา 6 เหลี่ยม พระอุโบสถของวัดสระแก้วปทุมทอง จังหวัดพิษณุโลก ซ่งถูกดัดแปลงมาจาก
อกเลาอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง

1. ยันต์เฑาว์พุทธะ ซึ่งในสมัยที่หลวงพ่อปานออกธุดงค์คือ

ประมาณปี พ.ศ. 2446 ท่านพบลายแทงฉบับหนึ่งบ่งบอกว่า มีขุมทรัพย์และพระคาถามหายันต์อันศักดิ์สิทธิ์บรรจุอยู่ภายในพระปรางค์ร้าง วัดพระศรีมหาธาตุ สุพรรณบุรี หลวงพ่อปาน มีความสนใจในพระคาถามหายันต์นั้นเป็นอย่างมาก ท่านจึงออกธุดงค์ดั้นด้นค้นหาพระปรางค์ร้างจนพบและทำ การขุดเจาะรงตำแหน่งลายแทง ก็พบทรัพย์สมบัติและพระพิมพ์ต่างๆ มากมายบรรจุอยู่ในพระปรางค์ แต่ท่านก็ไม่มีความสนใจในทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าต่างๆ เหล่านั้นเลย นอกจากผอบทองคำใบหนึ่งซึ่งภายในมีแผ่นลานทอง จารึกพระคาถาและอุปเท่ห์วิธีใช้ที่พระฤๅษี 108 ตน ร่วมกันชักยันต์ขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อมอบแด่ผู้มีบุญต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อ หลวงพ่อปาน ได้พระคาถามหายันต์ไปใช้แล้วก็นำมาท่องจนขึ้นใจสามารถชักยันต์ได้จนมีความ ชำนาญ จึงนำแผ่นลานทองเก็บไว้ในผอบทองคำตามเดิมแล้วนำมาบรรจุที่ใต้ฐานพระพุทธรูป องค์หนึ่ง จาก นั้นหลวงพ่อปานก็นำพระคาถามหายันต์นั้นมาใช้ได้บัง เกิดผลอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่น่าอัศจรรย์ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อปานพิมพ์รูปของท่านออกแจก จึงประทับมหายันต์นั้นไว้บนศีรษะมหายันต์ดังกล่าวนั้นคือ "ยันต์เฑาว์พุทธะ"นั่นเอง ยันต์เฑาว์พุทธะนี้มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งเพราะพระฤๅษีผู้ทรง อภิญญาร่วมกันชักยันต์ขึ้นถึง 108 ตน นอกจากจะใช้ป้องกันภูตผีปีศาจแล้ว ยังใช้แก้โรคภัยไข้เจ็บทั้งภายในและภายนอกได้ดี โดยพิมพ์ยันต์ลงบนผ้า ปิดตามร่างกายที่ปวดเช่น ปวดศีรษะ ปวดบวมตามร่างกาย หรือจะสูญฝีก็ได้ให้ใช้นิ้วจุ่มน้ำลายใต้ลิ้น เขียนยันต์สูญรอบๆฝีหรือจะลงแก้มแก้คางทูมก็ได้ดียิ่งนัก ให้ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย พระฤๅษี 108 ตน และหลวงพ่อปานเท่านั้นก็หายสิ้นแล

2. ยันต์นะมหาอุด หรือ นะซ่อนหาง ซึ่งหาก พิจารณา ผิวเผินแล้ว ยันต์ตัวนี้เขียนง่าย แต่การเรียก สูตรนั้นยาก ขึ้นอยู่กับเฉพาะตัวว่าพระเกจิอาจารย์รูปใด จะใช้คาถาใด ในการเรียกสูตรยันต์ บางรูปก็ใช้คาถาหัวใจอิติปิโส หรือหัวใจพระเจ้า 16 พระองค์ คือ นะ มะ นะ อะ กอ กอ นะ กะ กอ ออ นอ อะ นะ อะ กะ อัง แต่ถ้าเรียกสูตร นะมหาอุด ตัวเดียวให้บริกรรม ระหว่างเขียนว่า นะ อุด ตะ รัง อุด ตะ รัง มิ จะ นะ อย่า อย่า นะ วิ หา รัง ปิด อุท ธัง อัท โธ ของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา

คาถามหาจักรพรรดิ์พุทธาภิเษก (หลวงปู่ดู่ วัดสะแก)
ยันต์นะ ประทับหลังพระวิษณุ ปรากฏในภาพพิธีจักรพรรดิมหาพุทธาภิเษก 2515
Cquote1.svg

นะโมพุทธายะ พระพุทธไตรรัตนญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา พุทโธ ธัมโฒ สังโฆ ยะธาพุทโมนะ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีธานัง วะรังคันธัง สิวลี จะมหาเถรัง อะหัง วันทามิ ทูระโต อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ.

Cquote2.svg

ส่วน นะ ประทับหลังพระวิษณุ คือการรวมกันระหว่าง ยันต์เฑาว์พุทธะ และ ยันต์นะมหาอุด หรือ นะซ่อนหาง ซึ่งปรากฏอยู่ด้านหลังพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ และพระพิมพ์รูปเหมือนพระครูศีลสารสัมบัน ทุกองค์นั้น เป็นการนำเอาอานุภาพของยันต์ทั้งสองผสานด้วยกัน กล่าวคือ

นะ ประทับหลังพระวิษณุ เป็นยันต์หนึ่งใน 108 ยันต์ที่ลงในผ้าประเจียด เป็นมงคลแคล้วคลาด และเป็นเมตตามหานิยม สารพัดจะใช้ได้ทุกประการ และเป็นหัวใจของยันต์พระเจ้าห้ามทุกข์ ป้องกันการถูกกระทำไสยศาสตร์ใส่มนต์ดำ และเป็นยอดยันต์ประทับหลัง ยันต์พิชัยสงคราม ต้องปลุกด้วย อิติปิโสรัตนมาลา จึงจะขลัง โบราณท่านว่ามีค่าควรเมือง สุดท้ายเป็นยอดยันต์ธงมหาอุด ปลุกเสกด้วยพระคาถาภควัม 108 จบ จึงจะทรงกฤษดาอภินิหารยิ่ง

เหตุผลใดท่านพระครูศีลสารสัมบันจึงเลือกยันต์นี้ อาจจะเพราะพุทธคุณเหลือคณานับของยันต์ทั้งหมดหากรวมกันและกะทัดรัดพอที่จะลง หลังพระเครื่องสักองค์ ก็น่าจะเป็นยันต์ชนิดนี้ที่ดีที่สุด นี้คงเป็นเหตุผลของการเลือกยันต์ นะประทับหลังพระวิษณุ ไว้หลังองค์พระพิมพ์
[แก้] หลังพระครูศีลสารสัมบันมรณภาพแล้ว

ท่านพระครูรัตนปทุมรักษ์ (สมศักดิ์ รกฺขิโต) เจ้าอาวาสวัดสระแก้วปทุมทองรูปปัจจุบัน (รูปที่3) ได้สืบทอดการสวดพระพุทธมนต์ตามตารางมนต์พระปริตร ที่ท่านพระครูศีลสารสัมบันใช้เป็นตารางทำวัตรในพระอุโบสถตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

โดยเฉพาะบทบทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ[2][3]
ตารางทำวัตรสวดมนต์เช้า – เย็น
เช้า พระสูตรและปาฐะ เย็น พระสูตร
1. ทสธัมมสูตร (ทสอิเม) 1.รตนัตตยัปปภาสิทธิคาถา (จิรันธรตู)
2. สีลุทเทสปาฐะ (ภาสิต มิทํ) 2.สุปุพพัณหสูตร,สังคิณี,วิภังค์พระธาตุ,กถาวัตถุ
3. ตายนคาถา (ฉินท โสตํ) 3.ธัมมนิยามสูตร,ปุคคลบัญญัติ,ยมก,มปัฏฐาน
4. อัคคัปปสทสูตร (อัคคโตเว) 4. พระสูตร,พระวินัย,จุลราชปริตต์ (อรัญเญ)
5. พุทธอุทานคาถา (ยทา หเว) 5.ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
6. อาทิตสูตรคาถา (ภุตตา โภคา) 6.ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ต่อ)
7. วิหารทานคาถา (สีตํ อุณหํ) 7.อนัตตลักขณสูตร
8. เทวตาทิสสทักขิณานุโมทนาคาถา (ยัสสิปเทเส) 8.เยสันตา,มังคลสูตร,ฉฎ,ฐํ,วัฏฏกปริตตัง (อัตถิโลเก)
9. สังคหวัตถุคาถา (ทาณัญจ) 9.อาทิตตปริยายสูตร
10.ติลักขณาทิคาถา (สัพเพ สังขารา) 10.วิปัสสนาภูมิ,สามเณรปัญหา,ทวัตติสการปาฐะ
11.อาฏาณาฏิยปริตตคาถา (นะโม เม) 11.กัสสปโพชฌังสูตร
12.ปัพพโตปมคาถา (ยถาปิ เสลา) 12.โมคคัลลานสูตร
13.อริยธนคาถา (ยัสส สัทธา) 13.มหาจุลนทสูตร
14.โภชนทานานุโมทนาคาถา (อายุโท) 14.พาหุง,มหากา,สัพพพุทธา,นักขัตตยัก
15.ภัทเทกรัตตคาถา (อตีตํ นานวาคเมยย) 15.กรณียเมตตสูตร,ขันธปริตร,พุทธคุณ,อังคุริมาล,โพชฌังค,ยันทุนนิมิตตัง,ทุกขัปปัตตา


หมายเหตุ รายการนี้ เริ่มสวดมาตั้งแต่ วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2499

บทสวดที่ต้องสวดประจำวันในแต่ละวันไม่ได้ขาด แม้วันขึ้นหรือแรม 15 ค่ำก็จะมีการลงสังฆกรรมสวดพระปาฏิโมกข์เป็นประจำ เป็นการเพิ่มพูนกฤษดาอานุภาพในกับองค์พระยิ่งขึ้น

ครั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2541 มีการบูรณะศาลาการเปรียญ ช่างที่รื้อหลังคาได้ลักเจาะอกช่อฟ้าเอาพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางวัด ช่างที่เอาไปบางคนก็มีอุบัติเหตุเช่น สิ่งของตกใส่หรือตกนั่งร้านอยู่เสมอขณะที่ทำงาน ถึงกลับเสียแขนขากันเลยทีเดียว เป็นต้น นั้นก็น่าจะสันนิษฐานว่าเพราะอานุภาพของพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ที่ลงโทษแก่ผู้ที่นำพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ไปอย่างผิดทำนองคลองธรรม แต่พระชุดที่ถูกนำออกไป เป็นเพียงส่วนหนึ่ง(ชนิดพอใช้ ผิวพระหยาบ) หาใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดไม่ เป็นเพียงหางพระเครื่องของรุ่นนี้เท่านั้น หากจะแสวงหาพระเครื่องชั้นเยี่ยมก็คงมีเพียง 4,950 องค์เท่านั้น
[แก้] คาถาบูชาพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

อิเมหิ นานาสักกาเรหิ อะภิปูชิเตหิ ทีฆายุโก โหมิ อะโรโค สุขิโต สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง ปิยัง มะมะ ปะสิทธิ ลาโภ ชะโย โหตุ สัพพะทา พุทธะชินนะราชา (พุทธรัตนมณีโชโต) อภิปาเลตุ มัง นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ นะมะอะอุ จะภะกะสะ.

ซึ่งเป็นบทบูชาพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ที่น่าจะคุ้นเคยกันดี แต่ที่น่าสนใจนั้นกลับเป็นประวัติของพระคาถาคือ

ประวัติคาถาบูชา พระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ
Cquote1.svg

เดิมทีพระคาถาบทนี้เป็นพระคาถาบูชาพระประธานในพระอุโบสถ ของวัดสระแก้วปทุมทอง จังหวัดพิษณุโลก หรือพระสมเด็จพระแก้วมณีโชติอยู่แต่ก่อน จนท่านมหาเนียม สุขแก้ว กราบเรียนขอกับท่านพระครูศีลสารสัมบัน ไปเป็นพระคาถาบูชาพระพุทธชินราช เดิมพระประธานในพระอุโบสถไม่มี ซุ้มเรือนแก้ว มีเพียงองค์พระประธานปางมารวิชัยเท่านั้น แต่ต่อมาภายหลังท่านพระครูศีลสารสัมบัน ให้ต่อเติมซุ้มเรือนแก้วโดยจำลองมาจากพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร พิษณุโลก ต่อมาท่านพระครูศีลสารสัมบันจึงประพันธ์พระคาถาบูชานี้ไว้ใช้สำหรับบูชาพระ ประธาน จึงใช้คำว่า “...พุทธะชินนะราชา...” และเหตุเพราะพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติ ล้อแบบมาจากพระประธานพระอุโบสถวัดสระแก้วปทุมทอง ซึ่งเป็นพระพุทธชินราชจำลอง นั้น ก็ได้นำพระคาถาบทนี้มาเป็นคาถาบูชาพระพิมพ์ สมเด็จพระแก้วมณีโชติด้วย เมื่อก่อนพระประธานไม่มีซุ้มเรือนแก้วครอบไว้ พระพิมพ์สมเด็จพระแก้วมณีโชติจึงมีไม่มีซุ้มเรือนแก้ว ก็เพื่อไม่ให้สาธุชนหลงเข้าใจผิดไปว่าสร้างขึ้นเพื่อจำลองพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก จึงแกะพิมพ์พระโดยไม่มีซุ้มเรือนแก้ว (คุณจำลอง เวชการ อดีตเลขานุการพระครูศีลสารสัมบัน เป็นผู้ให้ข้อมูล)

Cquote2.svg
[แก้] อ้างอิง

1. ^ http://www.edu.nu.ac.th/wbi/jatawee/historyjatavee.html
2. ^ http://sites.google.com/site/bannongsaen3/nmaskar-phra-xrhan-thang-paed
3. ^ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=825

* รัฏฐฤทธิ์ จักรวรรดิโยธิน. (2548). ประวัติสระแก้วท้ายเมืองพระพิษณุโลกและวัดสระแก้วปทุมทอง. พิมพ์ครั้งที่1. รัตนสุวรรณการพิมพ์ 3 พิษณุโลก.
* วัดสระแก้วปทุมทอง. (2553). ประวัติสมเด็จพระแก้วมณีโชติ. พิมพ์ครั้งที่1. วัดสระแก้วปทุมทอง พิษณุโลก.
ราคาเปิดประมูล800 บาท
ราคาปัจจุบัน-- ยังไม่มีผู้เสนอราคา -- (!!! ปิดประมูลแล้ว !!!)
เพิ่มขึ้นครั้งละ50 บาท
วันเปิดประมูลอ. - 07 ก.ย. 2553 - 00:17:26 น.
วันปิดประมูลศ. - 17 ก.ย. 2553 - 00:17:26 น. (ปิดประมูลแล้ว)
ผู้ตั้งประมูลลูกน้ำยม (2324)(2)


(0)
ข้อมูลเพิ่มเติม 1อ. - 07 ก.ย. 2553 - 00:27:51 น.
.


องค์ ตัวอย่างครับ


ข้อมูลเพิ่มเติม 2อ. - 07 ก.ย. 2553 - 00:31:25 น.
.


พล.อ.สำราญ แพทยกุลและคณะนายทหารที่เข้านมัสการขอพรกับท่านพระครูศีลสารสัมบัน พ.ศ.2517
**********************************
หากไม่มีใคร เคาะถึง คงเก็บ ยาว ของดี หายากพิธี ใหญ่ ๆๆๆ อย่างนี้


 
ราคาปัจจุบัน :     800 บาท
เพิ่มขึ้นครั้งละ :     50 บาท

!!! ท่านต้อง login เข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถร่วมประมูลได้ !!!


 

Copyright ©G-PRA.COM